random-csr-img03.jpg

         จะพื้นที่มากหรือน้อยก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะหากรู้เทคนิคแล้ว ก็สามารถปลูกพืชผักไว้รับประทานเองได้ง่ายนิดเดียว...

         ปัจจุบันหลายคนให้ความสนใจเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น เนื่องจากการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพอย่างรุนแรง ทั้งต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภคเอง อีกทั้งส่งผลต่อแมลงและสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติด้วย การทำเกษตรอินทรีย์ที่เน้นใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเกิดจากประสบการณ์การเรียนรู้ ผสมผสานกับวิทยาการสมัยใหม่ที่เป็นมิตร ต่อธรรมชาติ จึงเปรียบเสมือนการคืนสมดุลให้ชีวิตและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน กฟผ. ได้มองเห็นความสำคัญของการทำการเกษตรดังกล่าว จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาปรับใช้ โดยสนับสนุนองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่รอบเขื่อนและโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ จนเกิดเป็นความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด ดังเช่น คุณพัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนคุณ เจ้าของฟาร์มพีระพล บ้านท่าทุ่งนา ตำบลหนองเป็ด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ที่ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปี 2559

         “ผมเคยใช้สารเคมีมาโดยตลอด เพราะคิดว่าต้องปลูกพืชให้ได้ผลผลิตมากที่สุด แล้วผมก็มาเจอกับจุดเปลี่ยนหลังจากที่ไปขอผักเพื่อนบ้านกิน แล้วเขาบอกว่าอย่าไปเก็บผักในแปลงที่จะไว้ขาย แต่ให้ไปเก็บที่ข้างบ้านแทนเพราะปลอดภัยกว่า” คุณพัฒน์พงษ์เล่าให้ฟังบนเวทีเสวนา “ชีววิถี เกษตรอินทรีย์ บนวิถีพอเพียง” ซึ่ง กฟผ. ได้จัดขึ้น ณ งานบ้านและสวนแฟร์ 2018 ที่ผ่านมาว่า ความรู้สึกกลัวในวันนั้นทำให้เกิดความตั้งมั่นว่าจะต้องมีพืชผักที่ปลูกเองกินเองได้อย่างปลอดภัย จึงได้เข้าร่วมศึกษาดูงานด้านเกษตรอินทรีย์กับ กฟผ. แล้วค่อยๆ นำมาปรับใช้กับไร่ของตน จนมีผัก ผลไม้ ไข่ เนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อไก่ ซึ่งเป็นผลผลิตที่ปลอดภัย สามารถรับประทานได้ในครอบครัว ก่อให้เกิดศูนย์กลางการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบของไร่นาสวนผสม ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรมไปแบ่งปันให้ชุมชนอื่นๆ ให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดวิถีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

         ไม่เพียงเท่านั้น คุณพัฒน์พงษ์ยังได้รับเกียรติให้เป็น 1 ใน 5 ของเกษตรกรโลก ที่ได้รับรางวัลเกษตรกรต้นแบบจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เนื่องในวันอาหารโลกปี 2557 ด้วย นับเป็นที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะจากเกษตรกรที่เคยเป็นหนี้เนื่องจากใช้เงินลงทุนจำนวนมาก อีกทั้งยังป่วยและเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ มีผลผลิตบริโภคได้อย่างปลอดภัย และมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีความสุขที่เกิดขึ้นจากความพอเพียงมาจวบจนทุกวันนี้

         ในเวทีเสวนาเดียวกันนั้นเอง ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตพืชในระบบอินทรีย์อีกผู้หนึ่ง ซึ่งได้รับความสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ อาจารย์เกศศิรินทร์ แสงมณี อาจารย์ประจำสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เจ้าของหนังสือ “My Little Farm สมุนไพรไล่แมลง” มาร่วมให้ความรู้ด้านการปลูกพืชอินทรีย์ในพื้นที่น้อย ซึ่งเหมาะกับคนในชุมชนเมืองอย่างกรุงเทพมหานครด้วยเช่นกัน

         อาจารย์เกศศิรินทร์เล่าว่า การทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่น้อยนั้นทำง่ายกว่าพื้นที่ใหญ่ เพราะเราสามารถปรุงดินขึ้นมาเองได้ อย่างเช่นที่มหาวิทยาลัยก็สามารถดัดแปลงดาดฟ้าอาคารให้สามารถเรียนวิชาเกษตรได้ โดยใช้ดินในปริมาณแค่ครึ่งเดียวแล้วใช้วัสดุอื่นมาผสมแทนที่ ถ้าหากเราปรุงดินได้ ก็สามารถปลูกพืชได้ทุกชนิดตามที่เราต้องการ นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ แสงแดดและน้ำ โดยน้ำที่ใช้ หากเป็นน้ำประปา จะต้องรองทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะใช้ได้ เพราะน้ำประปามีคลอรีนเป็นส่วนผสม ทำให้มีผลต่อพืช เมื่อรดลงไปโดยตรงจะทำให้พืชเหลืองตายได้

         “ผักสลัดเป็นผักที่ปลูกง่าย สามารถปลูกบนดาดฟ้าได้ทุกฤดู แต่เมื่อถึงฤดูร้อน ควรหมั่นรดน้ำ 3 เวลา ทั้ง เช้า – กลางวัน – เย็น เพราะการรดน้ำตอนกลางวันไม่ได้ทำให้ผักเหี่ยว แต่จะทำให้ผักมีชีวิตชีวาขึ้น หากน้ำที่รดไปเราเปิดทิ้งไว้ให้เย็นก่อน ส่วนดินถุงที่ชอบซื้อกันมานั้นมีแต่กาบมะพร้าวและแกลบดำ ยิ่งถมไปยิ่งทำให้อัดแน่น ควรซื้อปุ๋ยคอกและแกลบดิบมาผสม เทสารจุลินทรีย์ลงไป แล้วหมักไว้ประมาณ 15 วัน จึงจะใช้งานได้ดี แต่ถ้าจำเป็นต้องซื้อดิน ให้ซื้อดินใบก้ามปูและดินขุยไผ่ จะใช้ปลูกพืชได้ดีกว่า” อาจารย์เกศศิรินทร์ได้แนะนำวิธีปลูกเพิ่มเติม

         ยังมีเคล็ดลับอีกมากมายสำหรับการทำการเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับจากเวทีเสวนาแห่งนี้ นับเป็นองค์ความรู้ที่น่าสนใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง จึงจะเห็นได้ว่าการทำการเกษตรอินทรีย์นั้นไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ รอบๆ ตัวเรา แล้วหมั่นเรียนรู้บนพื้นฐานของธรรมชาติ เพียงเท่านี้ก็จะมีความสุขได้อย่างยั่งยืน