รายงานจากหน่วยงานกำกับดูแลตลาดพลังงานออสเตรเลีย (Australian Energy Market Operator - AEMO) ระบุว่า รัฐวิกตอเรียต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากรัฐออสเตรเลียใต้เป็นหลักในช่วงปี 2560-2561 อันเนื่องมาจากการปิดโรงไฟฟ้า Hazelwood ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ของวิกตอเรีย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงว่าทั้งสองรัฐอาจเผชิญกับไฟฟ้าดับในฤดูร้อนที่จะถึงนี้

20181204 ART01 01

         AEMO มีมาตรการรองรับความเสี่ยงดังกล่าว ด้วยการสั่งการให้โรงไฟฟ้าดีเซลของรัฐออสเตรเลียใต้ที่สำรองไว้ในช่วงเวลาฉุกเฉินเดินเครื่อง และมีแผนจะสร้างระบบส่งเชื่อมโยงระหว่างรัฐออสเตรเลียใต้และนิวเซาท์เวลส์เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยรักษาความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า

         ด้านรัฐมนตรีว่าการพลังงานและเหมืองของรัฐออสเตรเลียใต้ นาย Dan van Holst Pellekaan ระบุด้วยว่า การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อสนับสนุนการใช้แบตเตอรี่ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน จะเป็นอีกมาตรการหนึ่งให้มีการนำพลังงานหมุนเวียนมาช่วยเสริมการผลิตไฟฟ้าของรัฐออสเตรเลียใต้

20181204 ART01 02

กังหันลมใกล้เมือง Snowtown ในรัฐออสเตรเลียใต้

         รายงานจาก AEMO ยืนยันด้วยว่า ออสเตรเลียใต้ยังเป็นรัฐที่มีค่าไฟสูงที่สุด และการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนอย่างลมและแสงอาทิตย์ซึ่งผลิตไฟฟ้าได้ปริมาณไม่แน่นอน จะยิ่งก่อให้เกิดความท้าทายในการดูแลระบบไฟฟ้าให้มั่นคงมากขึ้น

         เดิมทีรัฐออสเตรเลียใต้เคยเป็นผู้นำเข้าไฟฟ้ารายใหญ่จากรัฐวิกตอเรีย แต่หลังการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ Hazelwood ในวิกตอเรียเมื่อปี 2560 ส่งผลให้วิกตอเรียผลิตไฟฟ้าได้น้อยลงร้อยละ 25 ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในออสเตรเลียใต้คงที่ แต่ผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จึงทำให้สามารถส่งไฟฟ้าไปให้รัฐวิกตอเรียแก้ปัญหาความขาดแคลนได้

20181204 ART01 03

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Hazelwood รัฐวิกตอเรีย ที่ถูกปิดไปเมื่อปี 2560
https://www.news.com.au/finance/business/closure-of-hazelwood-power-plant-will-have-a-major-impact/news-story/c61e716c09c2edd8e64efbd056f16ec7

         รายงานฉบับก่อนหน้าของ AEMO เตือนว่าในฤดูร้อนที่จะถึงนี้ รัฐวิกตอเรียมีความเสี่ยงเกิดไฟดับ 1 ใน 3 ส่วนออสเตรเลียใต้มีความเสี่ยง 1 ใน 10 ในเวลาต่อมา รายงานฉบับล่าสุดระบุว่า การขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในวิกตอเรียจะทำให้ความเสี่ยงไฟฟ้าดับในออสเตรเลียใต้สูงขึ้นด้วย และความเสี่ยงที่ไฟฟ้าจะดับจะเริ่มสูงมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2563 และจะทวีความรุนแรงขึ้นหากไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่

         ออสเตรเลียใต้อยู่ในช่วงการพิจารณาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ 56 โครงการ โดยมีกำลังผลิตรวมมากกว่ากำลังผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบันของรัฐกว่า 4 เท่า ซึ่งทั้งหมดเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซ 6 โรง ที่เหลือเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ ระบบกักเก็บพลังงานและพลังงานลม ทั้งนี้ ไม่มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเลย จึงเป็นเหตุให้มีความจำเป็นต้องสร้างระบบไฟฟ้าให้มั่นคง โดยมีเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองให้มีการสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้รวดเร็ว เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ดังเช่นที่มีการเลือกติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ของบริษัทเทสลาใกล้เมืองเจมส์ทาวน์ เพื่อช่วยรักษาความเสถียรของระบบส่ง

20181204 ART01 04

แบตเตอรี่เก็บพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ของบริษัทเทสลาตั้งอยู่ในเมืองเจมส์ทาวน์ รัฐออสเตรเลียใต้
http://www.sunwindenergy.com/review/south-australias-battery-massive-can-much-besides

         ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการพลังงานและเหมืองของรัฐออสเตรเลียใต้ สนับสนุนให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเพื่อลดค่าไฟและรักษาปริมาณไฟฟ้าให้พอต่อความต้องการ โดยหากมีการติดตั้งแบตเตอรี่จำนวน 40,000 ชุด จะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลัก และเป็นผลให้ค่าใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยในออสเตรเลียใต้ลดลงด้วย

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ข้อมูลจาก Victoria now relying on SA for power as wind production rises and coal plants close
https://www.adelaidenow.com.au/news/south-australia/victoria-now-relying-on-sa-for-power-as-wind-production-rises-and-coal-plants-close/news-story/bdd06cf1b584e1cf18f0d03994b679c7