ก้าวเข้าสู่พุทธศักราชใหม่ปี 2562 ซึ่งเป็นปีของการครบรอบการดำเนินงาน 50 ปี กฟผ. และนับเป็นการเดินทางบนเส้นทางสายพลังงานมาอย่างยาวนานทีเดียว แน่นอนว่าต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบมาแล้ว และต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้มีการปรับโครงสร้างองค์การครั้งใหญ่ ซึ่งการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ กฟผ. ยังคงเป็นองค์การที่เข้มแข็ง สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาได้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม การแข่งขันทางธุรกิจพลังงาน ตลอดจนวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี

     สายงานรองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (รวธ.) เป็นอีกหนึ่งสายงานที่เปรียบเสมือนทัพหน้าที่มองหาโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มจากธุรกิจหลักโดยใช้ความได้เปรียบทางศักยภาพที่มีอยู่ ขณะเดียวกันยังต้องวางกลยุทธ์รองรับไว้ เพื่อเตรียมให้องค์การมีความพร้อมนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (รวธ.) หนึ่งในแม่ทัพสำคัญของ กฟผ. มีมุมมองต่อการปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายของธุรกิจพลังงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตไว้อย่างไร

     ไม่ใช่แค่ ‘โครงสร้างองค์การ’ เท่านั้น ที่จะต้องเปลี่ยน

     นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รวธ. เล่าว่า กฟผ. เจอสิ่งรุมเร้าจากภายนอกมากมาย ทั้ง Disruptive Technology และกระแสสังคม หาก กฟผ. นิ่งเฉย ไม่ได้ทำอะไร ก็จะอยู่ต่อไปได้ยาก ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับมาทบทวนตัวเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์การในเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้น มีการรวมสายงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้การทำงานคล่องตัว และองค์การก็มีความกระชับมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไปคือการเปลี่ยนแปลง Mindset ของตัวเอง เปลี่ยนวิธีการทำงาน ระบบบุคลากร และสิ่งจูงใจต่างๆ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานต้องการที่จะสร้างผลงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนพร้อมกัน ให้การดำเนินงานขององค์การมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า การเปลี่ยนตัวเองนั้น ย่อมดีกว่าให้คนอื่นมาเปลี่ยน เพราะเราเองจะเข้าใจและรู้ว่าจะต้องเปลี่ยนอย่างไร แต่ถ้าเรามัวแต่รอให้คนอื่นมาเปลี่ยนก็จะทำให้เราตั้งรับไม่ทัน และอาจจะเจอสิ่งที่เราไม่ต้องการได้

     ผลักดันนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ ขยายธุรกิจยังต่างประเทศ

     สายงาน รวธ. ได้ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนผลักดันและพัฒนาผลงานที่เป็นเรื่องใหม่ๆ ของผู้ปฏิบัติงาน ให้ก้าวเข้าสู่เชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ กระแสพลังงานทดแทนที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สายงาน รวธ. ได้ให้ความสนใจกับงานบำรุงรักษากังหันลม และโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เพิ่มเติมจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เป็นงานดั้งเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป และตอบสนองความต้องการของคนในสังคมมากยิ่งขึ้น

     “รายได้จากธุรกิจด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า (O&M) ในประเทศ เป็นตลาดที่เริ่มอิ่มตัว เพราะไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่มากขึ้นในระยะนี้ ดังนั้นการเพิ่มรายได้จากงานในประเทศจึงค่อนข้างลำบาก เพราะหมายถึงเราต้องไปแย่งธุรกิจของคนอื่นที่เขาทำอยู่แล้ว ซึ่งเราไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับคู่แข่ง อีกทั้งลักษณะของงานก็ขึ้นอยู่กับฤดูกาลด้วย ว่าปีนั้นโรงไฟฟ้าจะถูกปิดเพื่อซ่อมบำรุงมากน้อยแค่ไหน ถ้าปีนั้นหยุดซ่อมมาก รายได้ของเราก็จะมาก แต่ถ้าปิดซ่อมน้อย รายได้ก็จะลดลง ดังนั้น เป้าหมายในประเทศของธุรกิจ O&M ไม่ได้เพิ่มไปจากเดิม แต่เราจะไปแข่งในด้านคุณภาพ และขยายงานในต่างประเทศ เพื่อให้มีรายได้เข้าสู่ กฟผ. มากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ ได้มุ่งไปที่ สปป.ลาว ซึ่งมีศักยภาพด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ และมีแผนจะขยายธุรกิจนี้ไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ผ่านทางบริษัทในเครือ กฟผ. ที่จะก้าวเข้าไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าที่ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งก็เป็นโอกาสของสายงาน รวธ. ที่จะไปร่วมดำเนินงาน O&M ได้ นอกจากนี้ ทีมงานก็กำลังศึกษาโอกาสในการทำงานบำรุงรักษาในตลาดใหม่ๆ อยู่ด้วย” รวธ. กล่าวเพิ่มเติม

     สายงาน รวธ. จึงเป็นอีกหนึ่งสายงานสำคัญที่จะช่วยให้ กฟผ. สามารถเติบโตต่อไปได้ในสภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผ่านการดำเนินงานด้านธุรกิจเกี่ยวเนื่องในโครงการต่างๆ สร้างรายได้ให้กับ กฟผ. อีกทางหนึ่ง รวมแล้วเป็นเม็ดเงินหลายพันล้านบาทต่อปี ดังนั้น ในยุคของการแข่งขันเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปฏิบัติงานในสายงานทุกคน ช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านธุรกิจดังกล่าวให้คู่ขนานไปกับภารกิจหลักของ กฟผ. ซึ่งเป็นการผลิตและส่งไฟฟ้า ให้สามารถแข่งขันกับภายนอกได้ ซึ่งหากทุกคนช่วยกันก็จะทำให้องค์การให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน และมีรายได้เข้าสู่องค์การอย่างต่อเนื่อง