การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมปลูกข้าวอินทรีย์โดยวิธีโยนกล้า ส่งเสริมชุมชนบ้านนาขุม จ.พิษณุโลก ทำนาปลอดสารเคมี ซึ่งปลอดภัยต่อทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค

         เมื่อวันที่ 19 - 20 พฤษภาคม 2562 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดกิจกรรมปลูกข้าวอินทรีย์โดยวิธีโยนกล้า (นาโยน) เพื่อเริ่มฤดูกาลปลูกข้าวอินทรีย์ ณ บ้านนาขุม ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ภายใต้โครงการพัฒนาชุมชนและเครือข่ายชุมชนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภูมิชุมชน) ของ กฟผ. โดยมีพระครูสุจิณวรธรรม เจ้าอาวาสวัดนาขุม ร่วมโยนกล้าเป็นปฐมฤกษ์เพื่อความเป็นสิริมงคล และเทศน์ถึงความสำคัญของการทำนาปลอดสารเคมีและการเอาแรงโยนกล้าที่ชุมชนช่วยเหลือกัน ซึ่งเป็นวิถีชุมชนที่ดีงามของสังคมไทยในอดีต

         สำหรับกิจกรรมปลูกข้าวอินทรีย์ดังกล่าว มีการปลูกจำนวน 4 แปลง ในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ โดยมีผู้นำในการปลูกข้าว ได้แก่ นางสุพัฒน์ อยู่มี นายลำเเพน จีนหลักร้อย นางเปลว จีนหลักร้อย และนายมานิตย์ บัวขำ ซึ่งโครงการภูมิชุมชนได้ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้กับชาวบ้านที่เข้าร่วมกิจกรรมถึงการฟื้นฟูดินจากการลดใช้สารเคมี การลดจำนวนข้าวเปลือกเพาะกล้า รวมถึงผลผลิตที่จะได้รับจากการปลูกข้าวอินทรีย์โดยวิธีนาโยน ซึ่งโอกาสนี้ เจ้าอาวาสวัดนาขุมได้ให้ข้อคิดแก่ชาวบ้านที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า กฟผ. และ มธ. ได้นำสิ่งดี ๆ มาให้กับชาวบ้าน ในการริเริ่มการลดใช้สารเคมี ซึ่งเป็นผลดีและเป็นบุญทั้งกับผู้ปลูก และผู้ได้บริโภค ขอให้ตั้งใจและอดทนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับชุมชนต่อไป

         ส่วนพันธุ์ข้าวที่ปลูกครั้งนี้ เป็นพันธุ์ กข.43 ซึ่งได้มากจาก 2 แหล่งคือ จากเครือข่ายสองแควออร์แกนิค จ.พิษณุโลก ที่ขับเคลื่อนเรื่องการทำมาตรฐานรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) และจากกลุ่มเกษตรกรที่ทำนาอินทรีย์บ้านไผ่ขอดอน ทางโครงการภูมิชุมชนสนับสนุนเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ เพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า สมาชิกที่รับเมล็ดพันธุ์ไปจะต้องแบ่งเก็บไว้ทำพันธุ์เองรอบต่อไป และแบ่งให้สมาชิกใหม่ที่สนใจปลูกมีพันธุ์ข้าวไว้ใช้ร่วมกัน

         กระบวนการปลูกข้าวนาโยน เริ่มจากการเพาะกล้าอายุ 15 วัน ซึ่งมีผู้รับจ้างเพาะพันธุ์กล้า จากนั้นนำกล้าพันธุ์โยนลงในแปลงนา โดยวิธีเอาแรงช่วยเหลือกันประมาณ 20 คน ซึ่งมีกำหนดเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ทั้งนี้การทำนาอินทรีย์โยนกล้าจะใช้เมล็ดพันธุ์ไร่ละ 1.5 ถัง ประหยัดกว่านาหว่านซึ่งใช้ไร่ละ 3 ถัง

         การปลูกข้าวอินทรีย์บ้านนาขุมเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีการปลูกข้าวจากการใช้สารเคมี ทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค ผู้ปลูกต้องมีความเข้าใจกระบวนการและความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างสูงเป็นอาสาสมัครลงมือเป็นกลุ่มแรก และยอมรับว่าจะต้องใช้เวลามากพอสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงการทำนาสารเคมีมาเป็นนาอินทรีย์ได้

         ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาชุมชนและเครือข่ายชุมชนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภูมิชุมชน) โดยความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ชุมชน 4 ภาค ตามแนวศาสตร์พระราชา