หน่วยงานพลังงาน ทั้งด้านนโยบาย ด้านการกำกับดูแล และด้านปฏิบัติ ร่วมหารือแนวทางการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต โดยกระทรวงพลังงานเสนอตัวเป็นหัวแรงใหญ่จัดทำแผนแม่บท “Smart Grid” เพื่อให้เป็นเอกภาพ และลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนของประเทศ

         เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระดมความคิดเห็นในการกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านพลังงานจากทุกภาคส่วน ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กฟผ. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และบริษัท McKinsey & Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ เข้าร่วมประชุม ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานใหญ่ กฟผ. เพื่อให้มีแนวทางในการพัฒนาระบบไฟฟ้าและพลังงานในอนาคตให้สอดรับกับแผน PDP 2018 รวมถึงแนวโน้มที่จะมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบมากขึ้น โดยต้องมีระบบโครงข่ายที่เชื่อมโยงพลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ

         นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานในการประชุมครั้งนี้ กล่าวว่า สถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศในวันนี้เปลี่ยนแปลงไป ประเทศไทยมีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand) อยู่จำนวนหนึ่ง ขณะที่มีปริมาณการผลิตไฟฟ้า (Supply) ในระบบอยู่ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นจากโรงไฟฟ้าของภาคเอกชน หรือภาครัฐ ขณะเดียวกันผู้ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนต่าง ๆ ภายในประเทศที่รัฐบาลให้การสนับสนุน ต่างก็มีความต้องการขายไฟฟ้าเข้าระบบเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถขายไฟเหล่านี้ได้ เนื่องด้วยระบบส่งไฟฟ้าของประเทศมีจำนวนจำกัด อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น สปป.ลาว มีความต้องการขายไฟที่ผลิตด้วยพลังน้ำซึ่งมีราคาถูกให้กับประเทศไทย เป็นต้น ทำให้ต้องมาร่วมกันคิดว่าเราจะบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการใช้ภายในประเทศและโอกาสในการขายส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีความต้องการ โดยสิ่งที่จะมาตอบโจทย์เหล่านี้ได้คือ การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ ให้มั่นคงแข็งแรงสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ขยายขอบเขตการแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในระดับภูมิภาค (Grid Connectivity) และจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพทันสมัยเชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) รองรับพลังงานหมุนเวียนที่จะขายเข้ามาในระบบให้ได้มากที่สุด ซึ่งมาจากการที่ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น และกิจการไฟฟ้าในอนาคตที่ไปในทิศทางที่จะเปิดโอกาสให้ซื้อขายกันเองระหว่างกันภายในพื้นที่ หรือซื้อขายข้ามพื้นที่โดยผ่านโครงข่ายระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าได้

         นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ยังกล่าวอีกว่า กระทรวงพลังงานได้เตรียมจัดประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงานและการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือ SOME ครั้งที่ 37 ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 24-28 มิถุนายน 2562 โดยจะมีการหารือในประเด็นเนื้อหาของการสร้าง Grid Connectivity ในระดับภูมิภาคอาเซียน การรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านไทย เพื่อขายไปยังมาเลเซีย ที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็น 300 เมกะวัตต์ การปรับปรุงระบบสายส่งต่าง ๆ รวมถึงแนวทางการทำให้พลังงานหมุนเวียนขายเข้าระบบได้ และแนวทางการพัฒนากิจกรรมความร่วมมือด้านพลังงานภายใต้กรอบของอาเซียน ทั้งนี้ เพื่อรายงานต่อที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ต่อไป

         “เรื่องเหล่านี้ต่างคนต่างทำไม่ได้ เพราะ กฟผ. ดูแลเรื่องระบบสายส่ง ขณะที่ระบบจำหน่ายและการขายปลีก กฟภ. และ กฟน. เป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นภาพที่ออกมาทั้งระบบจึงควรต้องประสานกันทุกภาคส่วน ทั้งผู้ดูแลด้านนโยบายและด้านกำกับดูแล กฎระเบียบต่าง ๆ โดยจะต้องมีแผนแม่บท หรือ Master Plan ในภาพรวมระบบของประเทศที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์อีกด้วย โดยกระทรวงพลังงานจะรับเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งคณะทำงานจัดทำแผนแม่บท ซึ่งประกอบด้วยทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน และสร้างเอกภาพของการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคตร่วมกัน” นายกุลิศ กล่าวให้ความเห็น

         ในการประชุมครั้งนี้นอกจากจะเป็นการร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศแล้ว ยังเป็นโอกาสในการร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับทิศทางของระบบไฟฟ้าในอนาคต สถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยในมุมมองจากภายนอก โดยมีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาในต่างประเทศถึงแนวทางการปรับเปลี่ยน (transition) ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการเข้ามาของเทคโนโลยีและพลังงานหมุนเวียน โดยบริษัท McKinsey & Company การพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ของทั้ง 3 การไฟฟ้า การซื้อขายพลังงานเสรี การพัฒนาระบบส่งให้แข็งแกร่งรองรับทั้งพลังงานหมุนเวียนและแหล่งผลิตไฟฟ้าเดิม รวมถึงการเชื่อมโยงเพื่อขายไฟไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สู่ Asean Power Grid ในอนาคต

         ด้าน นายดิสทัต โหตระกิตย์ ประธานกรรมการ กฟผ. ได้กล่าวสรุปประเด็นของการหารือในครั้งนี้ว่า วันนี้ได้เห็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่มาร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งในเรื่องของ Smart Grid นั้น จะเกิดขึ้นได้อันดับแรกต้องมี Smart Policy นโยบายที่มองภาพรวมทั้งหมดของระบบ จากนั้นต้องมี Smart Regulation กฎระเบียบที่เอื้ออำนวย และถึงจะมี Smart Investment ตามมาได้ นั่นคือการลงทุนต้องไม่ซ้ำซ้อน ไม่ไซโลและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นการทำงานคนเดียวไม่มีทางสำเร็จได้ ต้องทำร่วมกันทั้งระบบ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายร่วมผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จให้ได้