แผนสำหรับพัฒนาโรงไฟฟ้าควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า

     1. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จเป็น 2 ระยะ คือปี 2562 และ 2565
     2. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการในข้อ 1) ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุมัติโครงการ และมีกำหนดแล้วเสร็จเป็น 2 ระยะ คือปี 2563 และ 2566
     3. โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 (เป็นการปรับปรุง/ขยายระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ) ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2561-2562
     4. โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2562
     5. โครงการโรงไฟฟ้าเทพา เครื่องที่ 1 และ 2 คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2564 และ 2567

 

ทำไมจึงต้องกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า 

      เนื่องจาก ในอนาคตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในอ่าวไทยและแหล่งในเมียนมากำลังจะหมดลง หากประเทศไทยยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง ก็ต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีราคาแพงและมีความเสี่ยงในการขนส่ง จึงจำเป็นที่จะต้องบริหารความเสี่ยง ด้วยการกระจายประเภทและแหล่งเชื้อเพลิงให้มีความหลากหลาย และมีความเหมาะสม ถ่านหินจึงเป็นทางออกที่ดีของประเทศ ที่มีศักยภาพ อีกทั้งราคาไม่แพง อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าในภาคใต้แล้วเสร็จ และมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในหลายพื้นที่กระจายตัวกันไปแล้ว ก็จะสามารถส่งผ่านกำลังไฟฟ้าภายในพื้นที่ภาคใต้ และถ่ายเทกำลังไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของประเทศในภาพรวมในที่สุด

 

ทำไมต้องใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน

     ปัจจุบันถ่านหินยังเป็นพลังงานหลักของโลกในการผลิตไฟฟ้า ถึงร้อยละ 40 เนื่องจากถ่านหินมีปริมาณสำรองจำนวนมากสามารถใช้ได้ถึง 200 ปี ราคาถ่านหินมีเสถียรภาพและไม่แพง ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศไทยไม่สูงเกินไป ปัจจุบันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความทันสมัย ในการควบคุมมลภาวะได้ดีกว่าที่กฎหมายกำหนด และสามารถลดมลสารทางอากาศ อาทิ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนออกไซด์ (NOX) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ดีกว่าเทคโนโลยีเดิม โดยในทางวิศวกรรมได้แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดแบบ Ultra supercritical Technology จะสามารถลด CO2 ลงกว่าร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีเดิม (แบบ Subcritical Technology)

 

กำลังผลิตสำรองมีความจำเป็นอย่างไร

      ในการวางแผนขยายกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศนั้นต้องคำนึงถึงระดับกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่เหมาะสม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในปีนั้นๆ
      ภาครัฐมีนโยบายให้ความสำคัญกับความมั่นคงระบบไฟฟ้าทั้งประเทศรายพื้นที่ ให้สามารถผลิตไฟฟ้าอย่างเพียงพอและมั่นคงด้วยตนเอง และให้มีระบบส่งไฟฟ้าถ่ายเทพลังงานจากภาคกลางเป็นส่วนเสริม (Backup) ทั้งนี้ ระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้จะต้องสามารถรองรับแผนการซ่อมบํารุงโรงไฟฟ้า และกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย (N-1) ในกรณีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเกิดเหตุขัดข้องไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ ระบบไฟฟ้าของภาคใต้จะต้องสามารถดําเนินการผลิตไฟฟ้าและส่งไฟฟ้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

 

ทำไมกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของทั้งประเทศสูงเกินกว่าร้อยละ 15

     แผน PDP2015 มีระดับกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของทั้งประเทศสูงเกินกว่าร้อยละ 15 ในช่วงปี 2562 – 2568 และในปี 2569 ก็จะลดลงและเข้าสู่ระดับประมาณร้อยละ 15 ของความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด เนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
     1. มีการปรับสมมติฐานประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศจากการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.4 เป็นร้อยละ 3.9 ตามข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
     2. มีการปรับสมมติฐานป้าหมายแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEDP) เพิ่มมากขึ้นจากเดิม 29,383 ล้านหน่วย เป็น 89,672 ล้านหน่วย หรือลดการใช้ไฟฟ้าลงประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
     3. มีโครงการรับซื้อไฟฟ้าที่มีภาระผูกพันกับภาครัฐแล้วหลายโครงการ ในส่วนของการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน IPP และ SPP ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (มีภาระทางกฎหมาย) และอยู่ระหว่างก่อสร้าง

 

มีปัญหากำลังผลิตสำรองสูง ทำไมจึงสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม

      เมื่อพิจารณาความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้ที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2562 และกําลังผลิตไฟฟ้าพึ่งได้ใกล้เคียงกับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เมื่อพิจารณาด้านความมั่นคง ระบบไฟฟ้ายังไม่รองรับกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย (N-1) และเมื่อพิจารณาการหยุดซ่อมบํารุงโรงไฟฟ้า มีโอกาสที่จะเกิดไฟฟ้าดับในภาคใต้ ดังนั้น เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ จึงต้องมีการดําเนินโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ให้มีกําลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และให้มีการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายพลังงานของประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาครวมของประเทศ

      โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โครงการโรงไฟฟ้าเทพา เครื่องที่ 1 และเครื่องที่ 2 ซึ่งจะจ่ายไฟฟ้าในปี 2562 2564 และ 2567 นั้น มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ และจากการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ การลงทุนก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในภาพรวมได้ เนื่องจากเป็นกำลังผลิตที่มาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า (LNG) ซึ่งมีราคาแพง จะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นด้วย ซึ่งโดยเปรียบเทียบแล้ว หากใช้โรงไฟฟ้า LNG แทนโรงไฟฟ้ากระบี่ จะทําให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจ่ายเงินค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 6,000 ถึง 9,000 ล้านบาท

 

หากไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีผลกระทบอย่างไร

     1. มีความเสี่ยงทางด้านพลังงาน เพราะโรงไฟฟ้า 1 โรง จะต้องใช้เวลาสร้างถึง 5 – 7 ปี ในขณะที่ประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จากพีคล่าสุดของปี 2559 อยู่ที่ 29,618.8 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วอยู่ที่ 27,345.80 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 2,273 เมกะวัตต์ เทียบเท่าการสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ 3 โรง
     2. ระบบไฟฟ้าไม่มีความมั่นคง โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงไฟฟ้าหลักที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง จึงมีความสำคัญในการโรงไฟฟ้าหลัก ควบคู่ ไปกับการพัฒนาพลังงานทดแทนตามศักยภาพของพื้นที่
     3. ค่าไฟฟ้ามีราคาแพง
     หากโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ (กระบี่/เทพา) ไม่สามารถสร้างได้ จะมีความจำเป็นต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ประมาณ 200 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน หรือประมาณ 3 ล้านตันต่อปี ซึ่งแพงกว่าก๊าซในประเทศและราคามีความผันผวน

 

ภาคใต้ผลิตไฟฟ้าเพียงพอ จริงหรือไม่?

      เนื่องจากภาคใต้มีกำลังผลิตใกล้เคียงกับความต้องการไฟฟ้า แต่กำลังผลิตที่พึ่งได้ต่ำกว่าความต้องการไฟฟ้า จึงต้องรับไฟฟ้าจากภาคกลาง โดยเฉพาะในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูง บ่ายถึงค่ำ เฉลี่ยวันละ 2 ล้านหน่วย การมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ จะทำให้เกิดความมั่นคง และลดความเสี่ยงจากการส่งไฟฟ้าระยะทางไกล

FAQ PDP2015 LocalPlants

 

ทำไมต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้

     1. เป็นโรงไฟฟ้าหลัก เสริมความมั่นคงการใช้พลังงานทดแทน และช่วยให้ค่าไฟฟ้าถูก
     2. กระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิงในระยะยาว
     3. เพิ่มความมั่นคงระบบไฟฟ้าในพื้นที่
     4. ลดความสูญเสียในระบบส่งระยะทางไกล
     5. เทคโนโลยีทันสมัย ควบคุมมลภาวะอย่างปลอดภัยต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

 

ทำไม กฟผ. จึงไม่สร้างสายส่งจากภาคกลางแทนการสร้างโรงไฟฟ้า

     ระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องมีความสมดุลทางด้านกำลังผลิตและระบบส่งไฟฟ้าภายในพื้นที่ ไม่ควรพึ่งพาด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงเชื่อถือได้และมีเสถียรภาพ และสามารถรองรับเหตุฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโรงไฟฟ้านอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านกำลังผลิตภายในพื้นที่ และช่วยลดความสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในระบบส่งไฟฟ้าจากการส่งพลังงานไฟฟ้าผ่านระยะทางไกลแล้ว นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาคุณภาพไฟฟ้าทั้งทางด้านแรงดัน และความถี่ของระบบไฟฟ้าอีกด้วย

     ส่วนระบบส่งไฟฟ้าจะช่วยส่งผ่านกำลังไฟฟ้าภายในพื้นที่และถ่ายเทกำลังไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าของประเทศในภาพรวม โดยในระยะ 10-15 ปี ข้างหน้า ดังนั้น ในภาคใต้จึงมีความจำเป็นต้องมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าควบคู่กับการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าไปพร้อมๆ กัน เพื่อสร้างความสมดุลของระบบไฟฟ้าในภาคใต้

 

ทำไมไม่สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

    โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน/พลังงานหมุนเวียน มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ พลังงานจากชีวมวล (เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล) พลังงานแสงอาทิตย์ (มีเฉพาะช่วงกลางวันตามธรรมชาติ) พลังงานลม (มีเฉพาะช่วงเช้ามืด/ช่วงมรสุมตามธรรมชาติ) หากต้องการใช้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมากขึ้น จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการจ่ายไฟฟ้า หากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจ่ายไฟฟ้าไม่ได้

     ปัจจุบันเทคโนโลยีที่สามารถกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมไว้ใช้ ยังมีราคาที่แพงมาก เมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลัก 
     อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาพลังงานทดแทนควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานหลัก

 

ทางเลือกในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี

      ทางเลือกโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ ปะนาเระ จ.ปัตตานี แม้จะเป็นทางเลือกหนึ่งของการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ แต่ยังไม่มีความจำเป็นในการดำเนินการขณะนี้ ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงเห็นว่า ควรให้ความสำคัญกับการดำเนินการของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ให้สามารถดำเนินการได้ตามที่กำหนดในแผน PDP 2015 ก่อน

 

การซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมีความจำเป็นอย่างไร?

      การแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ตามโครงการอาเซียนเพาเวอร์กริด(ASEAN Power Grid) มีวัตถุประสงค์ คือ
            1. เพื่อเป็นการแบ่งปันการใช้ประโยชน์แหล่งพลังงานให้เกิดประโชน์สูงสุด (Share resources) ในกลุ่มประเทศอาเซียน
            2. เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านให้แข็งแกร่งขึ้น
            3. เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงระบบไฟฟ้าระหว่างประเทศอาเซียนร่วมกัน
            4. เพื่อให้เกิดความสมดุลในเรื่องราคาค่าไฟฟ้าในประเทศ
            5. เพื่อเพิ่มการลงทุนโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านพลังงาน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต
            6. เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกันในกลุ่มประเทศอาเซียน

 

การสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศ เพื่อขายไฟฟ้าให้ต่างประเทศผ่านอาเซียนเพาเวอร์กริดจริงหรือไม่?

      การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นการซื้อมากกว่าการขาย เช่น พลังงานไฟฟ้าจากประเทศลาว ส่วนใหญ่ขายให้ไทย นอกจากนี้ ในอนาคต แนวทางความร่วมมือการซื้อ-ขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ (Multi-lateral power purchase) จะพัฒนาความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าอาเซียนจากระดับทวิภาคี (Bilateral) เป็นระดับพหุภาคี (Multilateral) เช่น โครงการที่ประเทศลาวจะส่งไฟฟ้าให้ประเทศสิงคโปร์ โดยผ่านระบบส่งไฟฟ้าของประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย และมาเลเซีย ก็คิดค่าใช้จ่าย หรือค่าผ่านสาย (Wheeling Charge) ไม่ใช่เป็นการขายไฟฟ้า/จ่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในประเทศไทยแต่อย่างใด