การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. มีแนวทางอย่างไร

     กฟผ. จะเสนอขอกระทรวงพลังงานเพิ่มสัดส่วนความรับผิดชอบของ กฟผ. ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,500-2,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น รวมเมื่อสิ้นแผน กฟผ.จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งสิ้นประมาณ 6,000 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ ตามแผน AEDP 2015 เป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภท เป็นดังนี้

FAQ renewable AEDP2015


     ขณะที่ ตามแผนของ AEDP 2015 และ PDP 2015 กฟผ. มีแผนดังนี้

FAQ renewable AEDP2015 2016


**หมายเหตุ 1 : ตัวเลขของ กฟผ. นี้ยังไม่รวมการขอเพิ่มสัดส่วน 1,500-2,000 MW
**หมายเหตุ 2 : ไม่นับรวมโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา 500 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าประเภท Energy Storage

 

ระบบส่งไฟฟ้ามีการพัฒนาให้รองรับพลังงานหมุนเวียนหรือไม่

     ปัจจุบัน กฟผ. มีแผนพัฒนาระบบส่งเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และให้สามารถรองรับโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ตามแผน AEDP 2015 โดยมีการจัดโซนนิ่งของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ประกอบกับการพัฒนาระบบส่งควบคู่กันไป ซึ่งมีการพัฒนามากในโซนภาคอีสาน
ทั้งนี้การพัฒนาระบบส่ง ต้องใช้เวลา 5 – 8 ปี ในการออกแบบ สำรวจ และก่อสร้าง ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 1-2 ปี

FAQ renewable TransmissionLineForRenewable

 

กฟผ. มีปัจจัยการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนอย่างไรบ้าง

     1. มีความมั่นคงระบบไฟฟ้า รองรับเหตุฉุกเฉินได้
     2. ต้นทุนเหมาะสม ไม่สูงเกินไป
     3. รองรับความต้องการไฟฟ้าในพื้นที่ การรับซื้อไฟฟ้าจากในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนรองรับ ASEAN Power Grid
     4. เกิดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

FAQ renewable TransmissionLineFromAEDP

 

หากมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก จะมีผลต่อระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศหรือไม่

     เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันเป็นพลังงานที่ไม่สามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ว่าปัจจุบัน ราคาพลังงานหมุนเวียนจะถูกลงมามาก แต่การมีพลังงานหมุนเวียนจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะทำให้การลงทุนระบบไฟฟ้าของประเทศสูงขึ้น และค่าไฟฟ้าโดยรวมจะแพง จึงต้องมีการกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมของพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างสมดุลทางพลังงานที่พึ่งพาพลังงานหลักควบคู่ไปกับการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคง เพียงพอต่อความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย และมีราคาไม่แพง

 

การพัฒนากังหันลมของ กฟผ. ที่โรงไฟฟ้าลำตะคอง

      จากการเก็บข้อมูลลมทำให้ทราบว่าศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมเชิงพาณิชย์มีพื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้น เช่นตามช่องเขาในจังหวัดเพชรบูรณ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา ส่วนชายฝั่งทะเลจะมีนครศรีธรรมราช สงขลาเป็นต้น และยังมีผลพลอยได้ให้เกษตรกรให้เช่าพื้นที่ ติดตั้งกังหันลม ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นในขณะที่ตนเองก็สามารถทำเกษรกรรมบนพื้นที่ตนเองได้อีกด้วย
     ในส่วนของ กฟผ. ได้นำความสำเร็จของการติดตั้งกังหันลมลำตะคองในเฟสแรกเมื่อปี 2552 กำลังผลิต 2.5 MW นำมาพัฒนาต่อยอดเป็นโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมลำตะคอง ระยะที่ 2 จำนวน 12 ต้น รวมกำลังผลิต 24 MW โดยที่พิเศษคือ พลังงานที่ผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมที่ได้มาเก็บด้วยเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง (Wind Hydrogen Hybrid) และนำไฟฟ้ามาใช้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ลำตะคอง ถือได้ว่าเป็นอาคารตัวอย่างที่ใช้พลังงานทดแทนจากลมเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2560

 

โครงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนทับสะแก

      กฟผ. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้า พลังงานทดแทน ทับสะแก ตามแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนา พลังงานทดแทน 15 ปี (พ.ศ.2551 - 2565) ของประเทศให้มากขึ้น เพื่อสนองนโยบายของภาครัฐ ในการนำพลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ งานวิจัยและพัฒนาต้นแบบโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ ขนาดกำลังผลิต 500 กิโลวัตต์ งานวิจัยการผลิตไฟฟ้ากังหันลมแกนนอน ขนาด 250 กิโลวัตต์ และอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานโรงไฟฟ้า
      สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ ดำเนินการแล้วเสร็จ และมีพิธีขนานเครื่องเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 ประกอบด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ 4 ชนิด คือ ชนิดผลึกซิลิคอน (Crystalline Silicon: c-Si) จำนวน 1 เมกะวัตต์ ติดตั้งบนตัวตามดวงอาทิตย์ โดยใช้ระบบติดตามดวงอาทิตย์ที่พัฒนาโดย กฟผ. ซึ่งติดตั้งใช้งานแล้วที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เขื่อนสิรินธรและระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำโดยใช้ระบบติดตามดวงอาทิตย์แบบถ่วงน้ำหนักด้วยน้ำที่เขื่อนศรีนครินทร์ ผลการใช้งานจากทั้งสองแห่งได้ผลดีตามที่ได้ออกแบบไว้ โครงการนี้จึงเป็นการขยายผลการใช้งานจากผลงานวิจัยของ กฟผ. ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิคอน (Amorphous Silicon: a-Si) จำนวน 2 เมกะวัตต์ ชนิดคอปเปอร์ อินเดียม (แกลเลี่ยม) ไดเซเลไนด์ (Copper Indium (Gallium) Di-Selenide: Cl(G)S) จำนวน 1 เมกะวัตต์ และชนิดไมโครคริสตัลไลน์ อะมอร์ฟัสซิลิคอน (Micro Crystalline Amorphous Silicon: µc/a-Si) จำนวน 1 เมกะวัตต์