ประเทศไทยกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

      ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย อ้างอิงจากรายงานของประเทศไทย (Thailand Biennial Update Repot 2011) ที่รายงานต่อ UNFCCC ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2558 พบว่า ประเทศไทยมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประมาณ 305.52 MtCO2e (ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) โดยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในภาคการผลิตไฟฟ้าประมาณ 86.87 MtCO2e หรือประมาณ 39% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย สำหรับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน 2011 ประมาณ 48 ล้านตันหรือคิดเป็น 15.6%

FAQ GreenhouseGas Thailand 2011

FAQ GreenhouseGas EnergyIndustrial 2011

 

การแสดงเจตจำนงของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก

      ในปี คศ. 2014 ประเทศไทยโดยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะนั้น พล.อดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ได้เป็นผู้แทนประเทศแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของของประเทศไทย (Thailand Nationally Appropriate mitigation Action: Thailand NAMA) โดยแถลงว่าประเทศไทยจะดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน (Energy Sector) ลงให้ได้ 7-20% เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานตามปกติ หรือ BAU (Business as Usual) ในปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) หรือประมาณ 24-73 MtCO2e (แนบ NAMA) ซึ่ง กฟผ. เองเป็นหน่วยงานที่อยู่ในภาคพลังงานดังกล่าว

FAQ GreenhouseGas Thai NAMA COP20

      ต่อมาในปี 2015 พณฯท่าน พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ถ้อยแถลงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยภายหลังปี 2020 หรือ การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมุ่งมั่นของประเทศ (Intended Nationally Determined Contributions: INDCs) โดยประเทศไทยจะดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน (Economy Wide) ร้อยละ 20-25 ประมาณ 110-140 tCO2e ในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)

FAQ GreenhouseGas Thai INDC COP21

FAQ GreenhouseGas Thai INDCsTarget

 

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินตาม PDP2015 กระทบต่อพันธะสัญญาลดก๊าซเรือนกระจกหรือไม่?

      โดยในการแสดงเจตจำนงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ประเทศไทย ทั้งในช่วง NAMA และ INDC นั้น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ประเมินศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยอาศัยทั้ง การประมาณการเจริญเติบโตของ GDP ของประเทศ แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2010 และ PDP2015) เข้าผนวกรวมอยู่ในการคิดคำนวนแล้วทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากหนังสือนำส่ง INDC ของประเทศไทยที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมส่งถึง เลขาธิการ อนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nation Framework Convention on Climate Change: UNFCC)

FAQ GreenhouseGas Thai INDCsIntention

      ดังนั้น การดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกตาม NAMA และ INDC ของประเทศ ได้นำเอาแผน PDP ของ กฟผ. ผนวกรวมไว้เป็นหนึ่งในแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศอยู่แล้ว ดังนั้นหาก กฟผ. สามารถดำเนินการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าได้ตามแผน PDP ดังกล่าว ก็ถือเป็นการช่วยให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกได้เช่นกัน สำหรับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. นั้น ได้กำหนดไว้ในแผนวิสาหกิจ โดยกำหนดเป้าหมายหลัก ในปี 2563 ที่จะต้องดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 4 ล้าน tCO2e

 

การลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ.

      กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความมุ่งมั่นและห่วงใย ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม จึงได้กำหนดเป็นนโยบายในการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ. ให้นำโรงไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง (Best Available Technology) มาใช้เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจกนั้น จะใช้การเปรียบเทียบโดยใช้ค่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้า หรือเรียกกันว่า Carbon Intensity ( gCO2/kWh หรือ tCO2/mWh)
      ในปัจจุบัน พบว่าค่าเฉลี่ย Carbon intensity จากการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงชนิดต่างๆ จากของโรงไฟฟ้าทั่วโลกมีค่าสูงกว่าค่า Carbon intensity จากการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ.ทั้งสิ้น

      ตารางค่า Carbon Intensity ในการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ

ค่า Carbon Intensity gCO2/kWh
เชื้อเพลิง Conventional Power Plant โรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ.
Natural Gas 400 340
Sub-bituminous 945 866 (เทพา) 780 (กระบี่)
Lignite 1035 887

      ที่มา : รายงาน IEA Statistic CO2 emission from fuel combustion highlight 2015 และรายงาน EIAโครงการโรงไฟฟ้าทดแทนแม่เมาะ4-7, โรงไฟฟ้าเทพา และโรงไฟฟ้าบางปะกงทดแทนเครื่องที่1-2

 

      ทั้งนี้หากอ้างอิงจากรายงาน Energy, Climate Change and Environment: 2016 Insights ที่แสดงค่า Carbon Intensity จากการผลิตไฟฟ้าแยกตามเทคโนโลยีจะพบว่า เทคโนโลยีสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ แบบ Ultra-Supercritical สามารถลด CO2 ได้มากกว่าเทคโนโลยี Subcritical เดิม ถึงร้อยละ 10-18

Technology Carbon Intensity (gCO2/kWh)
Coal Fire Power Plant
Subcritical > 880
Supercritical 800-880
Ultra-Supercritical 740-800
IGCC 670-740
Gas Fire Power Plant
Combined Cycle Gas Turbine 360
Open Cycle Gas Turbine 460

 

มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ.

      นอกจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงแล้ว ในการเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตาม NAMA และ INDC กฟผ. ยังได้ดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านทางมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน กฟผ. ได้รับการรับรองปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2556 และปี 2557 จาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และกระทรวงพลังงานแล้ว

FAQ GreenhouseGas EGAT 2556

FAQ GreenhouseGas EGAT 2557

      จากผลการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวของ กฟผ. ทั้งมาตรการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า ได้มีส่วนช่วยให้ประเทศไทยในปี 2557 สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้เกินกว่าที่ประเทศได้แถลงไว้ใน NAMA ถึงประมาณ 13 ล้าน tCO2e

 

ทำไมไม่นำเทคโนโลยีการดักจับและเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage : CSS) มาใช้

      เหตุที่ กฟผ. ยังไม่ได้นำระบบ CCS มาใช้ในโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากเทคโนโลยียังอยู่ระหว่างการพัฒนา ดังจะเห็นได้จากผลการวิจัยของสถาบัน MIT ที่พบว่า เทคโนโลยี CCS ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากการกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้ดิน มีโอกาสที่คาร์บอนซึ่งยังคงสภาพเป็นก๊าซหรือของเหลวอยู่ ในที่สุดจะระเหยกลับคืนสู่บรรยากาศได้อีก จึงยังไม่นำเทคโนโลยีที่ไม่สมบูรณ์มาใช้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินในไทย กฟผ. จะติดตามความก้าวหน้า และพิจารณานำมาใช้ เมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้ว และมีการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์