PM 2.5 คืออะไร?

      PM 2.5 คือ ฝุ่นละเอียด (Fine Particulate Matter) ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ลอยอยู่ทั่วไปในอากาศ มีแหล่งกำเนิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ ยานพาหนะ เครื่องจักรที่ใช้สำหรับการก่อสร้าง การเผาเชื้อเพลิง ควันจากการเผาป่าหรือวัชพืช หรือเกิดจากกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น การประกอบอาหาร การสูบบุหรี่ หรือการจุดเทียน เป็นต้น โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอากาศในบางฤดูกาล ได้แก่ การเผาป่า โรงงานอุตสาหกรรม และการคมนาคม ซึ่งก่อให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจใด้ ทำให้ในปี 2553 กรมควบคุมมลพิษได้กำหนดมาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศโดยทั่วไป ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นในเวลา 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

PM2.5

 

โรงไฟฟ้ามีการควบคุม PM 2.5 อย่างไร?

      ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าที่มี่การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และถ่านหิน มีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยติดตั้งอุปกรณ์ดักจับอนุภาคต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่

  1. เครื่องดักฝุ่น (Electrostatic Precipitator : ESP) มีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นได้ร้อยละ 99.8 - 99.9 สามารถดักจับฝุ่น PM 2.5 ได้มากกว่าร้อยละ 96 - 98

  2. เครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulfurization : FGD) 

  3. เครื่องกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (Selective Catalytic Reduction : SCR)

ซึ่งทำให้กระบวนการผลิตไฟฟ้าสามารถควบคุมคุณภาพอากาศได้ตั้งแต่ต้นทาง

 

ที่มาของฝุ่นละเอียดหรือ PM2.5 ในประเทศไทย

      ฝุ่นละเอียด เป็นอีกสาเหตุของปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ เราจึงควรตระหนักและตื่นตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะฝุ่นละเอียดขนาด 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ซึ่งเล็กกว่าเส้นผมที่มีขนาด 60 ไมครอน ถึง 24 เท่า สามารถเข้าสู่ระบบหายใจได้มากกว่าฝุ่นขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรเอกชนบางแห่งนำมาเป็นประเด็นรณรงค์คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินและแต่งเติมสีสัน จนอาจทำให้คนไทยละเลยสาเหตุที่แท้จริง และมองข้ามการป้องกันอันตรายที่อยู่รอบตัว

FAQ Environment PM2.5 Sources

      เพราะความจริงนั้น ฝุ่นละเอียดส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้จากกระบวนการเผาไหม้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า การเผาไร่นาทำการเกษตร ควันเสียรถยนต์ หรือแม้แต่กระทั่งการใช้ฟืนทำกับข้าวในครัวเรือน ก็ทำให้เกิดฝุ่นละเอียดลอยปะปนอยู่ในอากาศแล้ว โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดเกณฑ์แนะนำฝุ่นละเอียดที่ปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือมีความเข้มข้นเพียง 25 ส่วนในล้านส่วนของน้ำหนัก 1 กรัม ต่ออากาศ 1 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
      อ่านบทความ โรงไฟฟ้าปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5 ด้วยมาตรฐานระดับโลก [Link]

 

การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมีราคาถูก เพราะต้นทุนไม่ได้รวมผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จริงหรือไม่?

      โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมีการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมด้านส่งแวดล้อมที่ทันสมัยในปริมาณสูงมาก หรือราวร้อยละ 10 ของราคาโครงการ อาทิ ราคาประมูลโรงไฟฟ้า 30,000 ล้านบาท เป็นค่าติดตั้งในส่วนของอุปกรณ์ควบคุมมลภาวะราว 3,000 ล้านบาท ได้แก่ เครื่องกำจัดฝุ่นไฟฟ้าสถิต(Electrostatic Precipitator - ESP) เครื่องดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์(Flue Gas Desulfurization - FGD) เครื่องดักจับไนโตรเจนออกไซด์(Selective catalytic reduction - SCR) เครื่งดักจับไอปรอท(Activated Carbon Injection - ACI) การติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว ทำให้สามารถควบคุมมลภาวะทุกชนิดให้อยู่ในมาตรฐาน ซึ่งในความเป็นจริงดีกว่ามาตรฐานมาก จึงไม่สร้างผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน
      สำหรับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน ปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการพัฒนาอุปกรณ์ดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(Carbon Capture Storage-CCS)ในหลายประเทศ หากการพัฒนาได้รับการพิสูจน์ในเชิงพาณิชย์ กฟผ. ก็จะพิจารณานำมาติดตั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการผลิตไฟฟ้าได้ในภาพรวม ตามที่ได้ให้สัตยาบันลดโลกร้อนไว้กับรัฐภาคีตามอนุสัญญาสหประชาติ(UNFCCC) หรือ COP21 แล้ว

 

ฝุ่นควันจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทำให้ประชากรเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จริงหรือไม่?

      จากการศึกษารายงานขององค์กรเอกชนที่นำเสนอประเด็นดังกล่าวในต่างประเทศ ที่ระบุว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนั้น พบว่า เป็นการใช้การคำนวณจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ นำมาอ้างอิงกับการศึกษาขององค์กรต่างๆ เช่น รายงานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization WHO)
      ซึ่งในความเป็นจริง รายงานขององค์การอนามัยโลก ที่จัดทำขึ้นในปี ค.ศ. 2011 ได้ ชี้ให้เห็นผลกระทบต่อสุขภาพของฝุ่นควันขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน หรือ PM10 และฝุ่นควันขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือPM2.5 มาจากหลายปัจจัย เช่น การใช้ถ่านและถ่านหินในการหุงต้มในครัวเรือน การคมนาคม ขนส่ง อุตสาหกรรม ขยะ รวมทั้งการใช้และผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดเกณฑ์แนะนำที่ปลอดภัยของปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอนในบรรยากาศ
      จากการตรวจวัดปริมาณฝุ่น PM2.5 ของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ และผลการศึกษาจากการจัดทำ EHIA ในการควบคุมมลภาวะและการแพร่กระจายในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ตลอดอายุโครงการ พบว่า มีค่าฝุ่นดีกว่าเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลก

 

แม้การปล่อยมลสารจะไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่การสะสมในร่างกายก็มีผลต่อสุขภาพ จริงหรือไม่?

     การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโรงไฟฟ้าเทพา ได้มีการศึกษาผลกระทบเนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM 2.5 และ PM10) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โลหะหนัก(ตะกั่ว สารหนู แคดเมียม และปรอท) ครบถ้วนทั้งในสภาพปัจจุบันและศึกษาเปรียบเทียบการสะสมในสิ่งแวดล้อมและในห่วงโซ่อาหารตลอดอายุของโรงไฟฟ้า 30 ปี ซึ่งพบว่ามลสารทุกชนิดดังกล่าวรวมถึงโลหะหนักอื่นๆ มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

 

คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 9 /2559 ทำให้โรงไฟฟ้าสามารถดำเนินการก่อนทำ EIA จริงหรือไม่?

     คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 9/2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นคำสั่งให้ในกรณีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการ กิจการคมนาคม ขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณะภัย โรงพยาบาลหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐที่รับผิดชอบโครงการ อาจเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนรับดำเนินการตามโครงการไปพลางก่อนได้ แต่ไม่สามารถผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิแก่เอกชนดำเนินการตามโครงการได้
     คำสั่ง คสช. 9/2559 ไม่ได้ครอบคลุมถึงกิจการพลังงาน และโรงไฟฟ้า ซึ่งกระทรวงพลังงานขอยืนยันว่า ในส่วนของกิจการพลังงาน โดยเฉพาะการสร้างโรงไฟฟ้า ยังจำเป็นต้องดำเนินขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่างๆ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานวิเคราะห์ต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่โรงไฟฟ้าทุกแห่งต้องดำเนินตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่ได้รับการผ่อนผัน

     ในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงถ่านหินสะอาด ที่ อ.เทพา จ.สงขลา และที่ จ.กระบี่ ตามที่มีข้อห่วงใยนั้น กระทรวงพลังงานขอยืนยันเช่นกันว่า โรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาและการจัดประชุมคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อหาข้อสรุปการก่อสร้าง ยังจำเป็นต้องเดินหน้าจัดทำ EHIA ตามกฎหมาย

 

การใช้น้ำทะเลในโรงไฟฟ้า ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำในทะเลหรือไม่?

      การดูดน้ำทะเลมาใช้ ประมาณ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน นั้น โครงสร้างทางน้ำเข้ามีการออกแบบเป็นคลองให้น้ำไหลเข้าพื้นที่โครงการตามธรรมชาติ ความเร็วการไหลของน้ำไม่เกิน 0.3 เมตร/วินาที ซึ่งปลาสามารถว่ายหนีได้ และนอกจากนี้ยังติดตั้งตะแกรงที่มีช่องห่างขนาด 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันสัตว์น้ำวัยอ่อนเข้ามากับน้ำเข้าอีกด้วย
      การระบายน้ำออกจากโรงไฟฟ้า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ของ กฟผ. เลือกใช้น้ำทะเลในระบบหล่อเย็น เนื่องจากโครงการตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลจึงเลือกใช้ระบบหล่อเย็นแบบผ่านครั้งเดียว (Once Through Cooling Water System) โดยใช้น้ำทะเลประมาณ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน โดยส่งผ่านเข้าสู่เครื่องควบแน่น (Condenser) น้ำทะเลที่ผ่านการใช้หล่อเย็นแล้วบางส่วนจะนำมาใช้ต่อในระบบดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ด้วยน้ำทะเล (SWFGD) ประมาณ 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน จากนั้นจะผ่านเข้าสู่บ่อเติมอากาศ (Aeration Basin) ก่อนไปรวมกับน้ำหล่อเย็นทั้งหมดแล้วถูกส่งผ่านไปยัง Helper Cooling Tower เพื่อระบายความร้อนออกจากน้ำโดยการแลกเปลี่ยนความร้อนกับอากาศ ทำให้อุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นลดลงใกล้เคียงสภาพธรรมชาติมากที่สุด

 

ระบบดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ด้วยน้ำทะเล จะทำให้มีโลหะหนักหรือสารเคมีปนเปื้อนในน้ำทะเลหรือไม่?

      การใช้น้ำทะเลกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่ทำให้เกิดการสะสมโลหะหนักต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำทะเลเนื่องจากโลหะหนักได้ถูกกำจัดไปโดยระบบดักจับฝุ่นและเถ้าลอยแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator; ESP) รวมทั้งระบบกำจัดสารปรอทโดยใช้ระบบฉีดผงถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon Injection; ACI) ไปแล้ว และโครงการจะออกแบบระบบกระจายน้ำ และควบคุมคุณภาพน้ำที่ระบายลงสู่ทะเลในระยะรัศมีจากจุดปล่อยน้ำตั้งแต่ 500 ม. ออกไปในท้องทะเลธรรมชาติให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลประเภทที่ 1 คือ คุณภาพน้ำทะเลเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับเป็นที่แพร่พันธุ์ หรืออนุบาลของสัตว์น้ำวัยอ่อน หรือเป็นแหล่งอาหาร หรือที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ พืชหรือหญ้าทะเล โดยมีน้ำคืนกลับสู่ทะเลประมาณ 8.95 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน ดังนั้นในภาพรวมจึงไม่มีการชะล้างเพิ่มการสะสมของโลหะหนักรวมทั้งมีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลในระดับต่ำ
     ในส่วนข้อห่วงกังวลเรื่องการใช้สารคลอรีนเพื่อป้องกันการเกิดตะกรันหรือเพรียงในเส้นท่อและเมื่อระบายน้ำออกมาจะกระทบต่อสัตว์น้ำ โครงการจึงไม่ใช้สารคลอรีนโดยตรงแต่จะผลิตสารโซเดียมไฮโปคลอไรต์จากน้ำทะเล คำนวณให้ปริมาณการผลิตใกล้เคียงกับปริมาณที่ต้องการใช้ โดยโครงการฯ จะควบคุมคุณภาพน้ำที่ปล่อยออกให้มีค่าคลอรีนอิสระน้อยกว่าค่ามาตรฐานน้ำทิ้งอุตสาหกรรม 10 เท่า และจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์พบว่าในระยะรัศมีจากจุดปล่อยน้ำตั้งแต่ 500 ม. ออกไปในท้องทะเลธรรมชาติพบว่าสัตว์น้ำจะไม่เป็นอันตรายจากคลอรีนแต่อย่างใด