กฟผ. จัดประชุมวิชาการเผยแพร่ผลงานวิจัย เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. กระตุ้นให้มีความตื่นตัว และจุดประกายให้เกิดความคิดริเริ่มในด้านนวัตกรรม

         วันนี้ (1 สิงหาคม 2562) นายภัทรพงศ์ เทพา ผู้ช่วยผู้ว่าการอาวุโส การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการเผยแพร่ผลงานวิจัย โดยมี นายสาธิต ครองสัตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้กล่าวรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์การจัดงาน มีนายจรรยง วงศ์จันทร์พงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการปฏิบัติการควบคุมระบบ รศ.ดร.สุธี อักษรกิตติ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและเทคโนโลยีการสื่อสาร โทรคมนาคม เทคโนโลยีอวกาศ นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ อดีตผู้ว่าการ กฟผ. ดร.เพชญ์ เตชรัตน์ จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช 1 สำนักงานใหญ่ กฟผ. จังหวัดนนทบุรี

         นายภัทรพงศ์ เทพา กล่าวว่า กฟผ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานวิจัยที่นำเสนอในการประชุมวิชาการครั้งนี้ จะช่วยยกระดับการพัฒนาประเทศบนฐานความรู้การวิจัยและนวัตกรรม ซึ่ง กฟผ. มีความพร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงหน่วยงานและบุคคลภายนอกทำการวิจัยพัฒนานวัตกรรมในด้านอื่น ๆ ที่สร้างคุณค่าให้ประเทศและสังคมโดยส่วนรวม ที่นอกเหนือไปจากด้านพลังงาน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะพัฒนาประเทศต่อไป และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจาก Disruptive Technology ที่กำลังเกิดขึ้น

         สำหรับในการประชุมวิชาการเผยแพร่ผลงานวิจัย ได้มีการบรรยายผลงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาระบบผลิตความร้อน จากพลาสมา โดย รศ.ดร.สุธี อักษรกิตติ์ และทีมนักวิจัย กฟผ. ตามด้วยเรื่อง ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แก้โลกร้อนได้จริงหรือ (REDUCING CO2 TRICK OR TREAT) โดย ดร.เพชญ์ เตชรัตน์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และในช่วงบ่ายจะเป็นการบรรยายพิเศษ เรื่อง กฟผ. กับงานวิจัย นวัตกรรมทางสังคม โดย นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ อดีตผู้ว่าการ กฟผ.

         ทั้งนี้ การจัดประชุมวิชาการเผยแพร่ผลงานวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยให้ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ทุกหน่วยงานได้ทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มีความตื่นตัวด้านวิชาการและงานวิจัย ให้มีความคิดริเริ่มในด้านต่าง ๆ จนสามารถนำไปพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตรวมถึงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างยั่งยืน