การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลก ทั้งในระดับประเทศ ระดับลุ่มน้ำ และระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนและความรู้ เพื่อปูพื้นฐานไปสู่การปฏิบัติและขยายผล นับเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่ กฟผ. ได้รับเกียรติจาก ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งท่านได้ทำงานสนองพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นเวลากว่า 16 ปี ได้มาให้ความกระจ่างชัดในเรื่องของศาสตร์พระราชา จากบรรยายเรื่อง “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลก” เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานใหญ่ กฟผ. เพื่อให้การขับเคลื่อนสืบสานแนวทางศาสตร์พระราชาฯ เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งองค์การ

         หากจะกล่าวถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน (SD) และเป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ มีมติรับรองและถือเป็นทิศทางการพัฒนาของโลกปี 2016-2030 ได้รับการขานรับ และถูกนำมาขยายผลในฐานะประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (UN) เช่นเดียวกับที่นานาประเทศทั่วโลกขับเคลื่อนผลักดันการพัฒนา เพื่อขจัดความยากจน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน สังคม จนถึงระดับชาติ

         ในส่วนของประเทศไทยนั้นกล่าวได้ว่า “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เพียงเพราะดำเนินการตามแนวทางของสหประชาชาติ แต่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นหูและรับรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านโครงการตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยเน้นให้คนไทยอยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเองมาต่อเนื่องยาวนานตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์

         พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ของประเทศไทย ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 และทรงมีพระปฐมบรมราชโองการในครั้งนั้นว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งทรงมีแนวพระราชดำริที่แตกต่างกันกับจุดมุ่งหมายช่วงระยะแรกของ UN ที่เป็นไปเพื่อประคับประคองโลกให้มุ่งไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและมั่งคั่ง (wealth) อย่างสิ้นเชิง ทรงไม่มีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ทรงสร้างความ “พอ” ให้กับมนุษย์

         32 ปีหลังจากนั้น พระองค์พระราชทานสัมภาษณ์นิตยสารต่างประเทศ National Geographic ฉบับเดือนตุลาคม 2525 ตอนหนึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ประเทศของเราเป็นประเทศที่มั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ และอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ หากมีการต่อสู้ แย่งชิงเกิดขึ้นในโลก ใคร ๆ ก็อยากได้ประเทศนี้ และโลกก็มักจะมีการต่อสู้แย่งชิงกันอยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ประเทศของเราจะยังคงยืนอยู่ที่นี่ จะยืนหยัดอยู่ที่นี่เพื่อประโยชน์ของคนทั้งโลก” นั่นคือ พระองค์ทรงเปลี่ยนจากเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม เป็น เพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งโลก

         นอกจากนี้ ในปี 2549 นายโคฟี อันนัน เลขาธิการ UN (ตำแหน่ง ณ ขณะนั้น) ได้นำรางวัล UNDP Human Development Lifetime Achievement Award อันเป็นรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ถวายแด่พระองค์ เพราะ UN ยอมจำนนแล้วว่าพระองค์ทรงครองราชย์มาอย่างยาวนานและทรงเป็นที่รักของคนทั้งโลกโดยไร้เงื่อนไข พร้อมขอน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ Sufficiency Economy Philosophy (SEP) ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนามนุษย์ ไปใช้ในการขับเคลื่อนโลก ให้มุ่งไปสู่ความยั่งยืนต่อไป โดยเป้าหมายความยั่งยืนของโลก หรือ Sustainable Development Goals (SDGs 2016-2030) มีทั้งสิ้น 17 เป้าหมายด้วยกัน เป็นไปเพื่อสานต่อภารกิจที่ยังไม่บรรลุผลสำเร็จภายใต้เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ซึ่งเน้นการพัฒนาที่สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงเข้าพระราชหฤทัยในความเป็นกลางเป็นอย่างดี โดยทรงไม่ฝักใฝ่ในระบบทุนนิยมหรือคอมมิวนิสต์ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแบบสุดโต่ง สิ่งนี้เองคือเบื้องหลังสำคัญของการเกิดขึ้นของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จนที่วันหนึ่งโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาเพื่อให้มุ่งไปสู่ความยั่งยืน

         อย่างไรก็ดี แม้ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะนำไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลก แต่สำหรับประเทศไทยจากบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา เช่น การปฏิบัติโดยความไม่รู้ถึงความลึกซึ้งที่แท้จริงของศาสตร์พระราชาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทำให้การขับเคลื่อนไม่ประสบความสำเร็จ การขับเคลื่อนโดยใช้ GDP ของประเทศเป็นตัวชี้วัด แม้ประเทศจะเจริญเติบโต แต่ทรัพยากรธรรมชาติ อารยธรรม และวัฒนธรรม กลับถูกทำลาย หรือการขับเคลื่อนโดยมุ่งเน้นความเจริญตามตะวันตก ทำให้ลูกหลานหลงลืมภูมิปัญญา บรรพบุรุษ คนรุ่นใหม่หลงกระแส สุดท้ายก็ไม่เหลือความเป็นชาติไทย นั่นเพราะความไม่เข้าใจ เลยเข้าไม่ถึง จึงนำไปพัฒนาต่อไม่ได้ ดังนั้น จะต้องปรับแก้โดยโฟกัสที่ 2 เงื่อนไขในเรื่องความรู้คู่คุณธรรม

         หมายความว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือปรัชญาใหม่ในการพัฒนามนุษย์ ให้เปลี่ยน mindset ใหม่ จากมุ่งแข่งขันเป็นมุ่งสร้างสรรค์ แบ่งปัน หัวใจสำคัญคือพระราชดำรัส ‘Our Loss is Our Gain’ ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา ดังนั้น การพัฒนาจึงต้องเป็นไปเพื่อสร้างขบวนการจิตอาสา พร้อมนำศาสตร์พระราชาเข้าแก้ไขปัญหาประเทศ ทั้งในและนอกระบบราชการ เป็นการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา

         เนื้อหาในตอนแรกได้เกริ่นให้ทราบกันไปบ้างแล้วว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลกได้อย่างไร ในตอนต่อไปจะมาเจาะลึกกันว่าการขับเคลื่อนดำเนินการให้สำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรมนั้น จะต้องเริ่มจากอะไร