ผู้ว่าการ กฟผ. และคณะผู้บริหาร ประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ในภาพรวมการดำเนินงานของ กฟผ. ทั้งในปัจจุบันและแผนเตรียมความพร้อมองค์การสำหรับอนาคต เพื่อให้สอดรับกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน

         เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. นำคณะผู้บริหารให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา นำโดย พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมาธิการ การพลังงาน วุฒิสภา เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านนโยบาย และแผนการดำเนินงานด้านพลังงานไฟฟ้า ในโอกาสมาศึกษาดูงานกิจการ กฟผ. ณ ห้องประชุม ชั้น 19 อาคาร ท. 103 สำนักงานใหญ่ กฟผ.

         นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. ได้กล่าวรายงานกิจการในภาพรวมขององค์การ รวมถึงภารกิจ กฟผ. ในปัจจุบันและอนาคตว่า พันธกิจของ กฟผ. คือ การเป็นองค์การหลักเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยนวัตกรรมเพื่อความสุขของคนไทย ปัจจุบัน กฟผ. มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า ร้อยละ 31 ของสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าไฟฟ้าทั้งประเทศ คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้า 14,630 เมกะวัตต์ โดยที่เหลือเป็น ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ร้อยละ 31 ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ร้อยละ 20 ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก (VSPP) ร้อยละ 9 และรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ร้อยละ 9

         สำหรับภารกิจของ กฟผ. ที่เป็นหลักสำคัญคือการดำเนินงานตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 (PDP2018) คือการพัฒนาโรงไฟฟ้าหลัก 6,150 เมกะวัตต์ การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำกำลังผลิตรวม 2,725 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันยังต้องรักษาความมั่นคงในระบบไฟฟ้าให้สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต หรือ Grid Modernization โดยปรับปรุงโรงไฟฟ้าและระบบส่งให้มีความยืดหยุ่น และการสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาค หรือ Grid Connectivity ซึ่งสอดรับกับทิศทางของโลก

         นอกจากนี้ ผู้ว่าการ กฟผ. ยังได้ชี้ให้เห็นถึงแผนการเตรียมความพร้อมขององค์การสำหรับอนาคต โดยวางหลักการออกแบบโครงสร้างองค์การ 3 ข้อ คือ 1. Innovation and Growth ยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมให้มีความชัดเจน เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม และรองรับ Disruption Trends ในอนาคต 2. Efficiency ควบรวมงานเพื่อให้เกิดความเบ็ดเสร็จและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ปรับโครงสร้างบางสายงาน รวมศูนย์งานสนับสนุนไว้ที่ส่วนกลางเพื่อลดลำดับชั้นการบังคับบัญชาและความซ้ำซ้อนของงาน พร้อมจัดโครงสร้างองค์การเพื่อให้เกิดการพัฒนาความสามารถบุคลากรและเส้นทางสายอาชีพ

         ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ได้มีการซักถามถึงการดำเนินงานตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ให้ กฟผ. เร่งดำเนินการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1-2 ให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์เร็วขึ้น ซึ่ง กฟผ. ชี้แจงว่า ได้มีการปรับแผนเร่งการทำงานให้สอดรับกัน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เข้าสู่ระบบได้ภายในปี 2568 เร็วขึ้นกว่าแผนเดิมได้ประมาณ 2 ปี เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในแหล่งเศรษฐกิจหลักของภาค นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของการดำเนินงานอื่น ๆ เช่น การจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของ กฟผ. การรับซื้อและใช้น้ำมันปาล์มดิบในการผลิตไฟฟ้า รวมถึงสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อรักษาความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ เป็นต้น