กฟผ. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Meeting of General Planning Managers of Southeast and Northeast Asian Electric Utilities (GPM) ต้อนรับ 5 ประเทศสมาชิก ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ร่วมหารือแลกเปลี่ยนมุมมองและการปรับตัวท่ามกลางกระแสพลังงานทดแทนที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

         เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานการประชุม Meeting of General Planning Managers of Southeast and Northeast Asian Electric Utilities (GPM) ครั้งที่ 35 ภายใต้แนวคิด “A Bold Move to a Truly Sustainable Energy System” ซึ่งในปีนี้ กฟผ. เป็นตัวแทนประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าในอนาคตได้อย่างยั่งยืน โดยการประชุมครั้งนี้มีสมาชิกเข้าร่วม ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากประเทศไทย Vietnam Electricity (EVN) จากประเทศเวียดนาม Electricité Du Cambodge (EDC) จากประเทศกัมพูชา Tenaga National Berhaad, Malaysia (TNB) จากประเทศมาเลเซีย Korea Electric Power Corporation (KEPCO) จากประเทศเกาหลีใต้ The Chugoku Electric Power Co., Inc., Chubu Electric Power Co., Inc, The Federation of Electric Power Companies of Japan และ Hokkaido Electric Power Co.,Inc .(HEPCO) จากประเทศญี่ปุ่น ณ ห้องประชุม 4 อาคาร ท.103 สำนักงานใหญ่ กฟผ.

         นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน กล่าวว่า ตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 34 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่เชียงใหม่ในปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าจนถึงวันนี้มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมพลังงาน ที่มีผลกระทบต่อตลาดการซื้อขายพลังงาน การปรับตัวขององค์กร รวมถึงโครงสร้างกฎระเบียบ ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเราอยู่ในยุคของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีด้านพลังงาน อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์และความร่วมมืออันยาวนานของ GPM ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 1986 โดยยังคงมีเป้าหมายและภารกิจร่วมกันในการขยายความมั่นคงและน่าเชื่อถือได้ทางพลังงาน ในราคาที่แข่งขันได้ เพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจและการเติบโตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

         “จากกระแสของพลังงานทดแทนที่ทั่วโลก รวมถึงผู้บริโภคพลังงานให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ในตอนนี้พลังงานทดแทนถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงาน ดังนั้น การประชุมครั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้แลกเปลี่ยนมุมมองหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสะท้อนถึงแนวทางการพัฒนานโยบายและกฎระเบียบในวงการอุตสาหกรรมของเอเชียตะวันออกอันจะเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันด้านพลังงานทดแทนในภูมิภาคนี้ สำหรับประเทศไทย เดิมได้ตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2030 สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนจะมีราวร้อยละ 20 และคาดว่าสัดส่วนของพลังงานทดแทนจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP 2018 ใหม่ที่กำลังจะออกมา เพื่อให้สอดรับกับแผน PDP 2018 และทิศทางพลังงานทดแทนของโลก” นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน กล่าว

         ทั้งนี้ การประชุมมีการแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดใน 2 ประเด็น คือ 1. มุมมองด้านพลังงานทดแทน (The Renewable Energy Aspects) และ 2. การปรับตัวของระบบเพื่อรองรับการเข้ามาของ พลังงานทดแทน (System Adaptive and Initiatives for RE Integration) โดยมีการรายงานว่าปัจจุบันกัมพูชามีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 12,355 เมกะวัตต์ โดยใช้พลังน้ำเป็นส่วนใหญ่ในสัดส่วนราวร้อยละ 40 ของสัดส่วนเชื้อเพลิงทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 1,769 เมกะวัตต์ โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนไปสู่ร้อยละ 10.4 ในปี 2030 ด้านเกาหลีใต้ ในปี 2017 ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามากถึงร้อยละ 45 และมีพลังงานทดแทนในสัดส่วนร้อยละ 6.2 อย่างไรก็ตามตั้งเป้าว่าในปี 2030 จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนถึงร้อยละ 20 ในขณะที่เวียดนาม จากข้อมูลล่าสุดในปี 2018 มีกำลังผลิตทั้งประเทศรวม 48,556 เมกะวัตต์ โดยมีพลังน้ำ ร้อยละ 41.6 ถ่านหิน ร้อยละ 37.8 พลังงานทดแทนและอื่น ๆ ราวร้อยละ 1.1 โดยตั้งเป้าว่าในปี 2030 จะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน คือลมและแสงอาทิตย์ ขึ้นเป็นร้อยละ 5.4 ด้านมาเลเซีย ในปัจจุบันใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ในการผลิตไฟฟ้า เป็นร้อยละ 43 รองมาคือถ่านหิน ร้อยละ 39 และพลังงานทดแทนน้อยสุดคือร้อยละ 8 อย่างไรก็ตามมาเลเซียตั้งเป้าว่าปี 2025 จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนขึ้นเป็นร้อยละ 21