“...ถ้าทำโครงการอะไรที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ก็สามารถจะสร้างความเจริญให้กับเขตที่ใหญ่ขึ้นได้ เขตที่ใหญ่ ลงท้ายก็จะแผ่ทั่วประเทศได้ แต่เพื่อการนี้จะต้องมีความร่วมมืออย่างดีระหว่างทุกฝ่าย ทั้งนักวิชาการและนักปกครอง ดังนี้ ถึงบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงหรือทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าทำโดยเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้...” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2541

         ด้วยเหตุนี้เอง การแก้ปัญหาทางด้านพื้นที่ของประเทศ เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วมจึงจะต้องดำเนินการในหลาย ๆ จุดให้เกิดความเชื่อมโยงกัน ผ่านการวางแผนโดยรอบคอบและถี่ถ้วน และแต่ละจุดนั้นจะต้องตอบโจทย์ภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ รวมถึงจะต้องอาศัยการขับเคลื่อนทางสังคม จึงจะสามารถแก้ปัญหาใหญ่ของทั้งประเทศได้ นั่นคือที่มาของการนำหลักการจัดการน้ำตามศาสตร์พระราชามาใช้ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำบนภูเขา พื้นที่กลางน้ำทั้งในเขตชนบทและเขตเมือง และพื้นที่ปลายน้ำทั้งเขตชนบท เขตเมือง และชายฝั่งทะเล รวมถึงจะต้องสร้างความชื้นสัมพัทธ์ให้เกิดเมฆเพื่อทำฝนหลวงด้วย ซึ่งทุกอย่างมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องถึงกันทั้งหมด

         เมื่อมองภาพใหญ่เป็นกลุ่มลุ่มน้ำโดยไม่แยกเฉพาะพื้นที่ก็จะเกิดความเชื่อมโยงกัน โดยกลุ่มลุ่มน้ำตามสภาพภูมิประเทศของประเทศไทยที่สัมพันธ์กันมี 9 กลุ่มด้วยกัน ประกอบด้วย 1) กลุ่มลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำสาละวิน 2) กลุ่มลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำโขง 3) กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาและท่าจีน 4) กลุ่มลุ่มน้ำแม่กลอง 5) กลุ่มลุ่มน้ำบางปะกง 6) กลุ่มลุ่มน้ำชายฝั่งอ่าวไทยตะวันออก 7) กลุ่มลุ่มน้ำชายฝั่งอ่าวไทยตะวันตก 8) กลุ่มลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก และ 9) กลุ่มลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งประเด็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทยคือกลุ่มลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาและท่าจีนในภาคกลาง

         การนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาและท่าจีนเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งในการแก้ปัญหาจะต้องคิดวางแผนเป็นภาพใหญ่เชื่อมโยงกันจากภาคเหนือลงมาถึงภาคกลางใน 8 ลุ่มน้ำ ตั้งแต่ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา ป่าสัก ท่าจีน และสะแกกรัง ซึ่งในแต่ละจุดนั้นล้วนมีความสัมพันธ์กันทั้งสิ้น และจะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำไปคนละทิศทาง โดยปราศจากการวางแผนโดยรอบคอบและถี่ถ้วน เพราะจะทำให้เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน

         ยกตัวอย่างกรณีลุ่มน้ำป่าสักในภาคกลาง ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้ 850 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่มีปริมาณน้ำสูงถึงประมาณ 3,600 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือจะเก็บน้ำส่วนต่างได้อย่างไร ซึ่งในพื้นที่ได้มีการนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการแก้ปัญหาของลุ่มน้ำป่าสักมาตั้งแต่ปี 2556 โดยทำการออกแบบตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ในเรื่อง‘โคกหนองนา’ ทั้งพื้นที่ต้นน้ำบนภูเขา กลางน้ำก่อนที่จะลงเขื่อนเพื่อเก็บน้ำและตะกอนดินไม่ให้ลงเขื่อน และปลายน้ำที่เขื่อนเพื่อเก็บน้ำเป็นการลดภาระการปล่อยน้ำจากเขื่อนไว้สำหรับใช้ในกิจการอื่น ๆ ได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่เฉพาะเพียงแค่ด้านการเกษตรเท่านั้น ซึ่งหากลุ่มน้ำป่าสักทำโคกหนองนา 1 ล้านจุดที่เชื่อมโยงกัน จะเท่ากับพื้นที่ 1 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ ซึ่งลุ่มน้ำป่าสักมีพื้นที่ 10 ล้านไร่ ก็จะสามารถแก้ปัญหาของลุ่มน้ำป่าสักได้อย่างยั่งยืน ทั้งเรื่องน้ำท่วม ความแห้งแล้ง การไม่ให้ตะกอนดินลงไปในเขื่อน อันจะทำให้น้ำจากเขื่อนมีเพียงพอที่จะใช้ และสิ่งสำคัญคือน้ำจะไม่มาท่วมกรุงเทพมหานคร

         จุดดาวที่เห็นคือพื้นที่ที่หน่วยงานของ กฟผ. มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ รวมถึงเขื่อนอื่น ๆ ของกรมชลประทาน

         เมื่อขยายระดับพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้นเป็นลุ่มน้ำภาคกลาง เริ่มตั้งแต่กลุ่มลุ่มน้ำปิงเรื่อยไปจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ถึงกรุงเทพมหานคร และชายฝั่งทะเล แล้วทำโคกหนองนา 1 ล้านจุด ซึ่งเท่ากับพื้นที่ 10 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 10.13 ของพื้นที่ทั้งหมด (ขนาดประมาณพื้นที่จังหวัดตาก) แล้วทำโคกหนองนานั้นให้กระจายอยู่โดยทั่วกัน จะใช้งบประมาณ 265,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อมูลจากกรมชลประทาน โดยในพื้นที่นั้นจะสามารถเก็บน้ำได้ถึง 41,440 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปริมาณน้ำท่วมภาคกลางในปี 2554 ที่ประมาณ 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท

         นอกจากนี้ ยังได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นด้วยอย่างน้อย 3 ล้านไร่ ได้พื้นที่ผลิตอาหารปลอดภัยอย่างน้อย 4 ล้านไร่ เพิ่มพื้นที่ชุ่มน้ำหรือแรมซาร์ไซต์อย่างน้อย 3 ล้านไร่ ช่วยสร้างรายได้ทางตรงให้กับชาวบ้าน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 8 หมื่นบาทต่อปีต่อจุด โดยบางจุดสามารถสร้างรายได้สูงกว่า 2-3 แสนบาทต่อปี และหากทำโคกหนองนาได้ทั้งหมด ก็จะช่วยสร้างรายได้ทางตรงให้เกิดขึ้นอย่างน้อย 80,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะคืนทุนได้ทั้งหมดภายใน 3 ปี

         ‘อย่ามองน้ำเป็นแค่น้ำ จงมองน้ำให้เห็นคน’ น่าจะเป็นคำขยายความได้ดีของ ‘หลักคิดการจัดการน้ำและแก้ปัญหาน้ำท่วมตามหลักศาสตร์พระราชา’ ซึ่งสิ่งที่ได้จะมิใช่เรื่องการกักเก็บน้ำแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

         ที่มา : การบรรยาย “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลก” โดย ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วันที่ 26 ตุลาคม 2562 ณ กฟผ. เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี