กฟผ. ประเมินต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ส่อเค้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัว หากต้องนำเข้า LNG ทั้งหมด ฟันธง จำเป็นต้องมีการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงให้สมดุล โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่จำเป็นต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงอื่นเพื่อความมั่นคง ซึ่งถ่านหินนำเข้า จะเป็นทางเลือกเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพ พร้อมหวังการมีโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ที่จังหวัดกระบี่ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของอนาคตพลังงานไทย

20140331-01

          นายรัมย์ เหราบัตย์ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ปัจจุบันสถานการณ์การใช้เชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยมีความไม่สมดุล เนื่องจากพึ่งพาก๊าซธรรมชาติถึงเกือบร้อยละ 70 ซึ่งคงไม่มีประเทศใดในโลกที่พึ่งก๊าซธรรมชาติเพื่อการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงถึงเพียงนี้ โดยหลักการบริหารจัดการทางด้านเชื้อเพลิงที่ถูกต้อง คือ ต้องมีการกระจายความเสี่ยง โดยกระจายสัดส่วนการพึ่งพาเชื้อเพลิงแต่ละชนิดให้มีความสมดุล ซึ่งการที่ประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงมากเกินไป ส่งผลให้เกิดความเสี่ยง ทั้งในเรื่องของความมั่นคงและราคา ยกตัวอย่างเช่น ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในอ่าวไทย มีปริมาณให้สามารถนำมาใช้ได้อีกไม่ถึง 10 ปี จนต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติอัดเหลว (LNG) จากต่างประเทศ ซึ่งราคาสูงกว่าเท่าตัว แม้ในปัจจุบันยังมีการนำเข้าในสัดส่วนที่น้อยไม่ถึงร้อยละ 10 จึงยังส่งผลกระทบต่อราคาไม่มากนัก แต่ก็มีแนวโน้มที่เห็นได้ชัดเจนว่า ราคาก๊าซธรรมชาติจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสัดส่วนการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้น จนสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัวในที่สุด เมื่อถึงคราวที่ต้องใช้ LNG นำเข้าทั้งหมด ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องมองหาทางเลือกอื่นๆ ควบคู่ไปพร้อมกันด้วย

          “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าภายในประเทศ เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยขาของตนเอง เพราะการหวังพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไปเป็นความเสี่ยง แม้ที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านอาจจะยินดีขายไฟฟ้าให้แก่ไทย แต่ในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ขยายตัว มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ก็อาจต้องการนำไฟฟ้าไปใช้ในประเทศของตนเองมากกว่าการขายออกนอกประเทศ ซึ่งการจะตัดสินใจเลือกใช้เชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าในประเทศ จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงและราคา โดยปัจจุบันต้นทุนเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย อยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย หากใช้ LNG อยู่ที่ประมาณ 6 บาทต่อหน่วย ขณะที่ ลิกไนต์ และถ่านหินนำเข้า อยู่ที่ประมาณ 0.5 บาทต่อหน่วย และ 1 บาทต่อหน่วย ตามลำดับ จะเห็นว่า การใช้ถ่านหินนำเข้าช่วยให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าการใช้ LNG มาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศด้วยเช่นกัน ดังนั้น ถ่านหินนำเข้า จึงเป็นทางเลือกเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพ และหากโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่แห่งใหม่ ที่ใช้ถ่านหินนำเข้าเป็นเชื้อเพลิง ประสบความสำเร็จก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงให้มีความสมดุลในอนาคต แต่ทั้งนี้คนไทยทุกคนต้องเป็นผู้เลือกอนาคตของชาติด้วยตนเอง”

          นายรัมย์ ได้กล่าวเสริมถึงความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ที่จังหวัดกระบี่ ว่า เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้มีปัญหาความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงกว่ากำลังผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ในพื้นที่ จึงต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วย ซึ่งมีข้อจำกัดด้านระบบส่ง ขณะที่การซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียก็มีราคาแพงและมีข้อจำกัดเช่นกัน แม้กระทั่งแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่เอง ก็ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก หากมีปัญหาแหล่งก๊าซธรรมชาติหยุดจ่ายก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ เช่น กรณีที่แหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) จะหยุดจ่ายก๊าซเป็นระยะเวลา 28 วัน ในช่วงระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 นี้ ซึ่งส่งผลให้โรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา ขนาดกําลังผลิต 700 Glossary Link เมกะวัตต์ ต้องหยุดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า และมีความเสี่ยงที่อาจทําให้พื้นที่ภาคใต้ขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าบางส่วน จึงต้องมีการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงอื่นเพื่อทดแทน อาทิ การผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้ากระบี่ หรือผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันดีเซลที่โรงไฟฟ้าจะนะ (อยู่ระหว่างการปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้สามารถเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้) เป็นต้น ซึ่งในอนาคตหากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดในพื้นที่ก็จะสามารถบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

174-ocsc-banner

egat57-sidebanner-header
highlight-news-570430
homepage-side-banner-callcenter
homepage-side-banner-hearing
167-qanda-clean-coal-banner
recruitment-banner-2557
homepage-side-banner-cmc-center
147-EGATi-recruitment

bidding57-header

999-banner-vr009
146-banner