Black Ribbon

016.jpg

กฟผ. พร้อมรับมือ JDA-A18 หยุดจ่ายก๊าซฯ 28 วัน มั่นใจประชาชนร่วมใจประหยัดไฟฟ้า นำพาภาคใต้ผ่านพ้นวิกฤติ

          เปิดแผนจัดหาพลังงานไฟฟ้ารองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ประมาณ 2,450 เมกะวัตต์ ช่วงเวลาที่แหล่งก๊าซฯ JDA-A18 หยุดจ่าย 28 วัน รวส. แย้ม อาจมีความเสี่ยงจากการที่แหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่มีไม่เพียงพอ จนต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง สูงถึง 844 เมกะวัตต์ ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานความมั่นคงระบบไฟฟ้าที่รองรับ N-1 ประมาณ 144 เมกะวัตต์ วอนประชาชนภาคใต้ทุกคนร่วมใจกันประหยัดพลังงาน เพื่อให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้มีความมั่นคงและสามารถผ่านพ้นวิกฤติไปได้ด้วยกัน

image001

         นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง (รวส.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่แหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย แปลง A-18 (แหล่ง JDA-A18) มีความจำเป็นต้องดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มแรงดันก๊าซฯ (Booster Compressor) และดำเนินการเชื่อมหลุมก๊าซฯ เพิ่มเติม (BLC Tie-in) เพื่อรักษาความสามารถในการจ่ายก๊าซฯ จึงมีกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซฯ เพื่อดำเนินงานดังกล่าวในช่วงระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน–10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 รวมระยะเวลา 28 วัน นั้น จะส่งผลกระทบใน 2 ส่วนหลัก คือ

         1. การขาดก๊าซฯ ปริมาณ 300 ล้าน ลบ.ฟุต ต่อวัน สำหรับส่งจ่ายมายังจังหวัดระยอง เพื่อเป็นเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าในส่วนภาคกลาง ซึ่ง บมจ.ปตท. สามารถจัดหาก๊าซธรรมชาติอัดเหลว (LNG) มาทดแทนได้อย่างเพียงพอ

         2. การขาดก๊าซฯ ปริมาณ 120 ล้าน ลบ.ฟุต ต่อวัน สำหรับส่งจ่ายเข้าโรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 จังหวัดสงขลา ซึ่งจากการออกแบบระบบส่งจ่ายก๊าซฯ โรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถรับก๊าซฯ ได้จากช่องทางเดียว ประกอบกับการออกแบบโรงไฟฟ้าให้สามารถเดินเครื่องได้เพียงเชื้อเพลิงเดียว (การดัดแปลงให้สามารถเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลยังไม่แล้วเสร็จ) ส่งผลให้โรงไฟฟ้าดังกล่าว ต้องหยุดเดินเครื่องไปด้วย คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าที่หายไป 710 เมกะวัตต์ และต้องมีการจัดหาพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไฟฟ้าแห่งอื่นในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง มาทดแทน

         “มีการคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของพื้นที่ภาคใต้ ในช่วงที่มีการหยุดจ่ายก๊าซฯ จากจากแหล่ง JDA-A18 น่าจะอยู่ที่ 2,450 เมกะวัตต์ โดยมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นประมาณปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 ในช่วงระยะเวลา 18.30-22.30 น. (เป็นช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดของแต่ละวัน) ซึ่งการจัดหาพลังงานไฟฟ้าตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับดังกล่าว สามารถพึ่งพาแหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ได้เพียง 1,606 เมกะวัตต์ เท่านั้น (ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา กำลังผลิต 225 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนบางลาง กำลังผลิต 66 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติ กำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) กำลังผลิต 29 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าขนอม กำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้ากระบี่ กำลังผลิต 315 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี กำลังผลิต 234 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าดีเซลในค่ายทหาร กำลังผลิต 26 เมกะวัตต์) ส่วนที่เหลืออีก 844 เมกะวัตต์ ต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงสู่ภาคใต้ผ่านทางระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง (Tieline) ซึ่งอาจมีความเสี่ยง เพราะเกินจากมาตรฐานความมั่นคงระบบไฟฟ้า N-1 Criteria (รองรับกรณีอุปกรณ์ใดๆ ขัดข้อง 1 อุปกรณ์ ซึ่งควรควบคุมไว้ไม่เกิน 700 เมกะวัตต์) ประมาณ 144 เมกะวัตต์”

         รวส. อธิบายเพิ่มเติมถึงมาตรการเตรียมความพร้อมที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการจัดหาพลังงานไฟฟ้า (Supply Side) ซึ่งมีอยู่ 4 ส่วนหลัก ได้แก่

         1. ด้านโรงไฟฟ้า คือ การเตรียมความพร้อมของโรงไฟฟ้าทุกแห่งในพื้นที่ภาคใต้ ให้มีความพร้อมในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในช่วงที่แหล่ง JDA-A18 หยุดจ่ายก๊าซฯ โดยในช่วงดังกล่าวจะไม่มีการหยุดเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าใดๆ ทั้งสิ้น

         2. ด้านเชื้อเพลิง เนื่องจากการเดินเครื่องโรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ต้องใช้น้ำมันเตา และน้ำมันดีเซล ตามลำดับ จึงต้องมีการประสานงานกับ บมจ.ปตท. เพื่อให้สามารถจัดหาน้ำมันสำรองให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยในเบื้องต้นจะต้องมีน้ำมันเต็มคลังน้ำมันสำรองของโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง ก่อนที่แหล่ง JDA-A18 จะเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ จากนั้นทยอยจัดหามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง จนกว่าแหล่ง JDA-A18 จะกลับมาจ่ายก๊าซฯ อีกครั้ง

         3. ด้านระบบส่ง คือ การตรวจสอบอุปกรณ์ระบบส่งไฟฟ้าที่สำคัญ และระบบป้องกันต่างๆ (ป้องกันการเกิดไฟฟ้าดับในวงกว้าง)ให้มีความพร้อมใช้งาน พร้อมทั้งปรับปรุงเพิ่มเติมระบบป้องกันพิเศษให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการประสานงานด้านการจัดเตรียมแผนการบริหารจัดการกับความต้องการใช้ไฟฟ้า (ย้ายโหลด/ปลดโหลด) ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สำหรับใช้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอื่นๆ เพิ่มเติม

         4. ด้านการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ โดยประสานขอรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้ามาเลเซีย ผ่านระบบ HVDC ในช่วงเวลา 18.00-21.00 น. ของทุกวัน ตลอดช่วงที่แหล่ง JDA-A18 หยุดจ่ายก๊าซฯ ซึ่งการไฟฟ้ามาเลเซียจะขายไฟฟ้าให้ไทยได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพระบบไฟฟ้าของมาเลเซียในขณะนั้น

         ขณะเดียวกัน ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับทางด้านผู้ใช้ไฟฟ้า/การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand Side) ได้แก่ 1. สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) รับบทบาทในการขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ (ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ฯลฯ) ในพื้นที่ภาคใต้ ให้ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลา 18.30-22.30 น. ของวันจันทร์-เสาร์ โดยตั้งเป้าลดความต้องการใช้ไฟฟ้าลง 200 เมกะวัตต์ 2. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รับบทบาทในการรณรงค์ในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย/ภาคครัวเรือน ให้ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลา 18.30-22.30 น. ของวันจันทร์-เสาร์ โดยตั้งเป้าลดความต้องการใช้ไฟฟ้าลง 34 เมกะวัตต์ 3. กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) รับบทบาทในการประสานงานกับภาคเอกชนที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ให้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในหน่วยงาน เพื่อลดการพึ่งพาระบบไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง คาดว่าจะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าลงได้ประมาณ 35 เมกะวัตต์

         “หากสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ทั้งหมดก็น่าจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากดังกล่าวไปได้อย่างราบรื่นไม่มีปัญหาไฟฟ้าตก/ดับใดๆ แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน อาทิ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินกว่าคาดการณ์ หรือแหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ไม่สามารถเดินเครื่องได้ตามเป้าหมาย จนต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางเพิ่มมากขึ้น ก็จะยอมให้มีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางมาสู่ภาคใต้ได้สูงสุดที่ 950 เมกะวัตต์ จากนั้น จำเป็นต้องเข้าสู่ขั้นตอนของการบริหารจัดการกับความต้องการใช้ไฟฟ้า (ย้ายโหลด/ปลดโหลด)ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่ง กฟภ. จะเป็นผู้ดำเนินการตามแผนที่ขออนุมัติไว้แล้ว โดยแบ่งออกเป็น 19 ขั้นตอน รวม 992 เมกะวัตต์ โดยอาจเป็นการเวียนดับไฟฟ้าในบางพื้นที่ตามความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อควบคุมมิให้เกิดเหตุไฟฟ้าดับในวงกว้าง และเกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด แต่น่าจะดีกว่าหากประชาชนภาคใต้ทุกคนร่วมใจกันประหยัดพลังงาน เพื่อให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้มีความมั่นคงและสามารถผ่านพ้นวิกฤติไปได้ด้วยกัน” รวส. กล่าวในท้ายที่สุด