รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ภาคใต้ ตรวจเยี่ยมสภาพพื้นที่บริเวณโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือน้ำมันบ้านคลองรั้ว สำหรับโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ของ กฟผ. พบว่ามีศักยภาพในการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ ย้ำนโยบายรัฐบาล มุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ในราคาที่ประชาชนและธุรกิจรับได้ โดยใช้แนวทางการประหยัดพลังงาน การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า และการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ ทั้งนี้ประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับประโยชน์

20141111-M01-01

          นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ตามที่ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดร.ทรงภพ พลจันทร์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมการพัฒนาไฟฟ้าของ กฟผ. ในภาคใต้ และตรวจดูสภาพพื้นที่ท่าเทียบเรือขนส่งน้ำมันบ้านคลองรั้ว อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โดยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น พบว่า เส้นทางท่าเทียบเรือ อยู่บริเวณท่าเรือขนน้ำมันเดิมอยู่แล้ว โดยบริเวณดังกล่าวเป็นป่าโกงกาง ไม่มีหาดทราย ไม่มีรีสอร์ท ส่วนเส้นทางลำเลียงถ่านหินนั้นพบว่าไม่อยู่ในเขตชุมชนอาศัย และพื้นที่พัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหิน นั้นอยู่ในพื้นที่โรงไฟฟ้ากระบี่เดิม ซึ่งสามารถพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าในภาคใต้ได้ โดยย้ำนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ในราคาที่ประชาชน และภาคธุรกิจรับได้ ซึ่งความมั่นคงดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จากการประหยัดพลังงาน การบริหารจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า และการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งประชาชนในพื้นที่จะต้องได้รับประโยชน์

          ในการตรวจเยี่ยมการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ. ภาคใต้ รมว.พลังงาน ได้รับทราบสถานการณ์ปัจจุบันของภาคใต้ว่า มีความต้องใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี พ.ศ. 2557 จำนวน 2,467 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. สามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้โดยใช้ไฟฟ้าจากแหล่งผลิตในภาคใต้ และส่งไฟฟ้าจากภาคกลางมาเพิ่มเติมอีก 600 เมกะวัตต์ คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ภาคใต้จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 3,774 เมกะวัตต์ หากมีการหยุดส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย แปลงที่ A-18 (JDA-A18) ซึ่งต้องหยุดบำรุงรักษาทุกปี อาจส่งผลต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้งนี้ในปี 2560-2561 ประเทศไทยอาจเผชิญปัญหาด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้

          ทั้งนี้ กฟผ. ได้จัดทำแผนพัฒนาระบบส่งภาคใต้โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าภาคตะวันตกและภาคใต้ โดย กฟผ. มีแผนก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ จอมบึง-บางสะพาน-สุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต ระยะทาง 780 วงจรกิโลเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2562 และจะก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ บางสะพาน-สุราษฎร์ธานี เพิ่ม 2 วงจร ระยะทาง 314 วงจรกิโลเมตร คาดว่าจะนำเข้าใช้งานในระบบได้ในปี พ.ศ. 2562-2565 ระยะที่ 2 โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าภาคใต้ กฟผ. มีแผนจะดำเนินการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ ขนอม-สมุย ในปี 2562 และกำลังศึกษาความเหมาะสมของงานก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ สุราษฎร์ธานี-สงขลา สำหรับแหล่งผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ กฟผ. มีแผนทยอยนำโรงไฟฟ้าเข้าใช้งานในระบบดังนี้ โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 2 ขนาดกำลังผลิต 782 เมกะวัตต์ เดือนกรกฎาคม 2557 โรงไฟฟ้าขนอม ขนาดกำลังผลิต 930 เมกะวัตต์ เดือนมิถุนายน 2559 พร้อมปลดโรงไฟฟ้าขนอมเดิม ขนาดกำลังผลิต 748 เมกะวัตต์ ออกจากระบบ จากนั้นในเดือนมิถุนายน 2562 กฟผ. มีแผนนำโรงไฟฟ้ากระบี่ ขนาดกำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ และปี 2565 กฟผ. จะนำโรงไฟฟ้าเทพา ขนาดกำลังผลิต 1,100 เมกะวัตต์ เข้าใช้งานในระบบ

          นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้วางแผนรองรับการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง JDA-A18 ในปี 2558 ที่จะหยุดจ่ายก๊าซ 2 ช่วง ได้แก่ วันที่ 7-13 มิถุนายน และวันที่ 30 สิงหาคม - 8 กันยายน โดยระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว กฟผ. จะตรวจสอบโรงไฟฟ้า และระบบส่งไฟฟ้าภาคใต้ทั้งหมดให้พร้อมใช้งาน เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าโรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 โดยใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง พร้อมทั้งประสานงานกับการไฟฟ้ามาเลเซียเพื่อขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน งดการทำงานบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้พร้อมสำหรับการใช้งาน รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเวลา 18.00-21.30 น.