กฟผ. ลงเสาเข็มต้นแรก เริ่มงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า พร้อมยกระดับมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อม คาดใช้เวลาก่อสร้าง 46 เดือน สามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในเดือนพฤศจิกายน 2561

20150429-M01-01

          เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2558 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงเสาเข็มต้นแรก (First Piling) โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 โดยมี นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. นางสายธาร ประสงค์ความดี พลังงานจังหวัดลำปาง พร้อมหน่วยงานราชการ เอกชนในจังหวัดลำปาง และ สื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กฟผ. แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ด้วยวงเงินลงทุนกว่า 36,800 ล้านบาท โดยเน้นลงทุนในระบบอุปกรณ์เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม อาทิ เครื่องกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนด้วยอุปกรณ์ SCR (Selective Catalyst Reduction) เครื่องดักจับฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต และเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นต้น คิดเป็นมูลค่าการลงทุนถึง 8,250 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.41 ของวงเงินลงทุนทั้งหมด

          นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า พลังงานไฟฟ้ามีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น นโยบายด้านพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือ ต้องมีปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าฐาน (Base Load) ที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลาและควรกระจายสัดส่วนประเภทเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม ซึ่งโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 นี้ นับว่าตอบสนองนโยบายดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าฐานที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินลิกไนต์ในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเอง ซึ่งมีราคาถูกกว่าก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าที่สูงเกือบร้อยละ 70 ลงเพื่อความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศอีกด้วย ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ นอกจากโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 นี้แล้ว กระทรวงพลังงานยังสนับสนุนให้มีการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด จังหวัดกระบี่ และโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระบบไฟฟ้าภาคใต้และของประเทศโดยรวม

          ด้าน นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบให้ กฟผ. ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 กำลังการผลิตติดตั้ง 600 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2557 และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557 จึงเป็นที่น่ายินดีที่วันนี้ได้มีพิธีลงเสาเข็มต้นแรก เสมือนเป็นก้าวแรกในการดำเนินการ ซึ่งจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 46 เดือน โดยโรงไฟฟ้าใหม่นี้จะใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่มีประสิทธิภาพสูง (Ultra-supercritical) ทำให้จะสามารถลดการใช้ถ่านหินจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 เดิม 13,536ตันต่อวัน ลงเหลือ 8,504 ตันต่อวัน

          นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมมลสารให้ดีขึ้น อาทิ การระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sox) จากปล่องโรงไฟฟ้าไม่เกิน 90 ส่วนในล้านส่วน จากค่ามาตรฐาน 180 ส่วนในล้านส่วน ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (Nox) จากปล่องโรงไฟฟ้าไม่เกิน 90 ส่วนในล้านส่วน จากค่ามาตรฐาน 200 ส่วนในล้านส่วน และฝุ่นละอองแขวนลอยรวม (TSP) จากปล่องโรงไฟฟ้าไม่เกิน 30 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร จากค่ามาตรฐาน 80 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร เป็นต้น โดยโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมแบบ Real-time ผ่านระบบออนไลน์ ของกรมควบคุมมลพิษ จึงมั่นใจได้ว่า กฟผ. มีการควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าให้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานกำหนดตลอดเวลา

          ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 สร้างขึ้นเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4-7 เดิม ที่มีอายุการใช้งานมานานถึง 33 ปี ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ ถัดจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 13 ในพื้นที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ใช้พื้นที่ก่อสร้างประมาณ 63 ไร่ โดยมีบริษัทร่วมค้าอัลสตอมและมารูเบนิ เป็นบริษัทคู่สัญญา และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date – COD) ในเดือนพฤศจิกายน 2561

          โอกาสเดียวกันนี้ นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยต่อถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในคดีเหมืองแม่เมาะว่า ล่าสุดขณะนี้ กฟผ. ได้เสนอขอเปลี่ยนแปลงมาตรการที่มีความเหมาะสมและมีเทคโนโลยีใหม่ในการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพมากกว่ามาตรการเดิมที่ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว เสนออธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เพื่อพิจารณาอนุญาตให้ปฏิบัติตามมาตรการให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนด พร้อมทั้งได้นำเสนอคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานระดับท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันพิจารณาในการอพยพราษฎรที่ได้รับผลกระทบ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางลงนามเรียบร้อยแล้ว และได้รายงานความคืบหน้าให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ทราบตามระยะเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด อีกทั้ง กฟผ. ได้แจ้งความคืบหน้าการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดต่อทางสำนักงานศาลปกครองเชียงใหม่แล้ว ซึ่ง กฟผ. ได้ปฏิบัติตามที่ กพร. ได้สั่งการเรียบร้อยแล้ว