บทความ กฟผ.

         มนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ขณะเดียวกันมนุษย์ก็พึ่งพาธรรมชาติ สร้างสรรค์ธรรมชาติ และดูแลธรรมชาติ แต่ไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ ไม่ว่าพายุจะเริ่มก่อตัวอยู่บนท้องฟ้า หรือเปลือกโลกกำลังเคลื่อนตัวอยู่ใต้พิภพ มนุษย์แม้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่สามารถป้องกันผลกระทบอันเกิดจากธรรมชาติได้ด้วยนวัตกรรม

          มนุษย์ริเริ่มคิดค้นนวัตกรรมเพื่อนำธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะ แสงแดด ลม หรือน้ำ โดยเฉพาะน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีมากที่สุดในโลก มนุษย์ได้คิดค้นและก่อสร้างนวัตกรรมที่เรียกว่า“เขื่อน (DAM)” ขึ้นครั้งแรกที่ประเทศจีนเมื่อ 2,200 ปีที่แล้ว ในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ ชื่อว่า “เขื่อนตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan)” ต่อมาเขื่อนถูกสร้างขึ้นทั่วโลกอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งในประเทศไทย โดยเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกของไทย คือ เขื่อนยันฮี หรือต่อมาได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า เขื่อนภูมิพล ตั้งอยู่ที่จังหวัดตาก เป็นเขื่อนที่ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกของไทยด้วย

          “เขื่อน” ทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งการชลประทาน เกษตรกรรม อุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ป้องกันอุทกภัย ประมง คมนาคม และการท่องเที่ยว รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากน้ำมาผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้ามาตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ทำให้ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงหรือช่วง Peak Load ของแต่ละวัน ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ “เขื่อน” จึงถือเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติและสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

          “เขื่อนยิ่งอายุเยอะยิ่งแข็งแรง” แตกต่างจากมนุษย์ที่ยิ่งแก่ยิ่งร่วงโรย เพราะ “เขื่อน” ถูกออกแบบ ก่อสร้าง และบำรุงรักษาด้วยหลักทางวิศวกรรมที่ผ่านการสำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์อย่างละเอียด ซึ่งช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวังสุขภาพเขื่อนเป็นพิเศษ นั่นคือ ช่วงที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ จึงมักกล่าวกันว่า เขื่อนที่มีอายุเยอะจะมีความแข็งแรงมั่นคง ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การบำรุงรักษาตามมาตรฐานสากล ซึ่ง กฟผ. มีทีมเจ้าหน้าที่บำรุงรักษาและตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนอยู่เป็นประจำ ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน และมีคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยเขื่อน (กปข.) ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาของ กฟผ. เข้าตรวจสอบเขื่อนเป็นประจำทุกๆ 2 ปี ซึ่งบางโอกาสได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย สภาวิศวกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากองค์การเขื่อนใหญ่ระหว่างชาติ (International Commission on Large Dams: ICOLD) มาร่วมตรวจสอบเขื่อน เพื่อให้เกิดมุมมองด้านความปลอดภัยจากบุคคลภายนอก และกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ก็จะมีการตรวจสอบเขื่อนเป็นกรณีพิเศษทันที นอกจากความมั่นคงแล้ว กฟผ. ร่วมกับหน่วยงานราชการ จัดทำแผนปฏิบัติการในภาวะฉุกเฉินในกรณีที่จำเป็นต้องระบายน้ำเป็นจำนวนมาก พร้อมมีการซักซ้อมแผนร่วมกันเป็นประจำ

          ที่ผ่านมา เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางธรรมชาติ อย่างน้ำท่วม น้ำแล้ง หรือแผ่นดินไหว ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน อย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงปลายปี 2561 – ต้นปี 2562 ที่ผ่านมา

         เหตุการณ์เกิดขึ้นติดต่อกันหลายครั้งในระยะเวลาใกล้เคียงกัน โดยมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่บริเวณอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากเขื่อนศรีนครินทร์ ประมาณ 55 กิโลเมตร เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณกลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีได้ประกาศให้เป็นรอยเลื่อนที่มีพลัง จึงเกิดกระแสข่าวต่างๆ ผ่านทางสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์อย่างแพร่หลาย ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวลขึ้น

         ว่าที่ร้อยตรีอนนท์ โรจน์ณรงค์ วิศวกรระดับ 9 กองความปลอดภัยเขื่อน ฝ่ายบำรุงรักษาโยธา ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวของ กฟผ. อธิบายว่า การเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งติดต่อกันนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะหลังจากเกิดแผ่นดินไหวหลัก (Main Shock) ขึ้น ก็มักจะเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กตามมาในบริเวณใกล้เคียงอีกหลายครั้ง เรียกว่า After Shock ซึ่งถือเป็นการปลดปล่อยพลังงานของแผ่นเปลือกโลกและรอยเลื่อนต่างๆ ทำให้ไม่ต้องสะสมพลังงานมากจนเกินไป สำหรับเขื่อนศรีนครินทร์ตั้งอยู่ห่างจากกลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ประมาณ 50 กิโลเมตร แน่นอนว่า เขื่อนศรีนครินทร์ รวมทั้งเขื่อนต่างๆ ในจังหวัดกาญจนบุรี ย่อมได้รับอิทธิพลจากการปลดปล่อยพลังไม่มากก็น้อยแตกต่างกันตามระยะห่างของเขื่อนกับกลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ กฟผ.ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเขื่อนชั้นนำของเมืองไทยทำการวิเคราะห์ความมั่นคงของเขื่อนศรีนครินทร์ต่อแรงกระทำจากแผ่นดินไหวด้วยวิทยาการล่าสุดที่วิศวกรรมเขื่อนในสากลให้การยอมรับในปัจจุบัน พบว่าเขื่อนศรีนครินทร์มีความคงทนสามารถรับแรงกระทำจากแผ่นดินไหวขนาด 7 ได้เป็นอย่างดี

         ระหว่างวันที่ 21-24 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยของเขื่อนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนท่าทุ่งนา ประจำปี 2562 พบว่า เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนท่าทุ่งนา ไม่พบประเด็นปัญหาที่มีผลต่อความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนท่าทุ่งนา ตัวเขื่อนและอาคารประกอบต่างๆ อยู่ในสภาพดี มีความมั่นคงปลอดภัยต่อการใช้งาน รวมทั้งมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ คอยใส่ใจดูแลตรวจสอบและบำรุงรักษาเขื่อนเป็นอย่างดี ด้วยกระบวนการตรวจสอบเขื่อนที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

         นายดนัย วัฒนาดิลกกุล หัวหน้ากองความปลอดภัยเขื่อน ฝ่ายบำรุงรักษาโยธา ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยของเขื่อน กล่าวเสริมว่า กฟผ. ให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน โดยมีการดำเนินการตรวจสอบและบำรุงรักษาเขื่อนตามมาตรฐานสากลขององค์การเขื่อนใหญ่ระหว่างชาติ (ICOLD) เป็นประจำและสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบตรวจสุขภาพเขื่อนแบบอัตโนมัติ หรือ DS-RMS (Dam Safety Remote Monitoring System) เป็นระบบที่ กฟผ. ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (National Electronics and Computer Technology Center) หรือ NECTEC พัฒนาขึ้น โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับเทคโนโลยีของเครื่องมือตรวจวัดพฤติกรรมเขื่อนมาบูรณาการใช้ในการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในด้านความมั่นคงปลอดภัยในเขื่อนใหญ่ ของ กฟผ.

          นอกจากนี้ ด้วยประสบการณ์ในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยเขื่อนมามากกว่า 35 ปี ปัจจุบัน กฟผ. มีทีมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบและประเมินความมั่นคงปลอดภัยเขื่อนที่พร้อมให้บริการในธุรกิจด้านการตรวจสอบและประเมินความมั่นคงปลอดภัยเขื่อนให้กับลูกค้าภายนอก ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบซ่อมแซมเขื่อนและอาคารประกอบ การวิเคราะห์จัดทำแผนที่น้ำท่วมและแผนเตรียมความพร้อมในสถานการณ์ฉุกเฉิน การจัดอบรมการดำเนินการด้านความมั่นคงปลอดภัยเขื่อน และการตรวจสอบและวิเคราะห์ชีวภาพทางน้ำและนิเวศวิทยาทางน้ำของอ่างเก็บน้ำ ฯลฯ พร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจตรวจสอบและประเมินความมั่นคงปลอดภัยเขื่อนระดับภูมิภาคอย่างเต็มที่

          กฟผ. มุ่งมั่นที่จะดูแลและบำรุงรักษาเขื่อนที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างเข้มข้น จริงจัง และสม่ำเสมอตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เขื่อนมีความมั่นคงปลอดภัย ดำรงอยู่ และยังประโยชน์สูงสุด ให้กับประชาชนและสังคมไทยต่อไปตราบนานเท่านาน ...

เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า เลือกที่มีฉลากเบอร์ 5 ติดดาว ★ รูปแบบใหม่

     • กฟผ. ดำเนินโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 มากว่า 25 ปี

     • ปี 2561 ได้จัดทำมาตรฐานการประหยัดพลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าให่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

     • เริ่มใช้ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ติดดาว ★ รูปแบบใหม่ ในวันที่ 1 มกราคม 2562

     • ดาวยิ่งมาก ยิ่งประหยัดไฟมาก

 

          ที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 มากว่า 25 ปี ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคมาโดยตลอด เพราะมีความเชื่อมั่นในผลการทดสอบการประหยัดไฟฟ้า จนกลายเป็นความนิยมและเป็นหลักในการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภคส่วนใหญ่ ว่าเมื่อต้องการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าสักชิ้นจะต้องเลือกที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เป็นตัวเลือกแรกๆ

          ล่าสุดในปี 2561 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดทำมาตรฐานการประหยัดพลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า/ผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ให้สูงขึ้นกว่าฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เดิม เป็น “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ติดดาว” จุดประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้า และเป็นการให้ข้อมูลผู้บริโภคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และทำให้เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายกว่าเดิม โดยได้เริ่มวางจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

          สำหรับฉลากรูปแบบใหม่ แบ่งเกณฑ์ระดับประสิทธิภาพพลังงานเป็น 4 ระดับ คือ เบอร์ 5, เบอร์ 5 ★, เบอร์ 5 ★★ และ เบอร์ 5 ★★★ ซึ่งยิ่งดาวมาก ยิ่งแสดงถึงการประหยัดไฟที่มากยิ่งขึ้น โดยแต่ละระดับสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5 – 10

ข้อแตกต่างระหว่างฉลากเก่าและฉลากใหม่นั้น มีดังนี้

          ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://labelno.5.egat.co.th ซึ่งจะมีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก กฟผ. และมีรายละเอียดของฉลากแต่ละผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบความถูกต้องของฉลากได้ด้วยตนเอง

          หลังจากนี้ หากจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องต่อไป ให้ดูฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่ สังเกตง่ายๆ คือ ฉลากที่มี “ดาว” ปรากฏบนฉลาก ดาวยิ่งมากยิ่งประหยัดไฟฟ้ามากขึ้น

         ‘ไฟฟ้า’ ได้กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศทั่วโลก การบริหารจัดการไฟฟ้าจึงเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในแต่ละประเทศให้ความสำคัญ เพราะนั่นหมายถึง ‘ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน’

         อย่างไรก็ตาม กว่าจะมาเป็นไฟฟ้าให้เราได้ใช้กันอย่างวันนี้ จำเป็นต้องวางแผนการใช้ “เชื้อเพลิง” ให้เหมาะสม ‘ตามบริบทของแต่ละประเทศ’ ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ สภาพภูมิศาสตร์ และความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดนโยบายให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มีคุณภาพที่ดี มีราคาที่เป็นธรรม ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นแล้ว ต้องคำนึงถึงข้อดี-ข้อจำกัดของแต่ละเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอย่างรอบด้านและครบทุกมิติ

         ความมั่นคงในระบบไฟฟ้า

         คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตของเรานั้นผูกติดอยู่กับไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นการผลิตไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้ไฟฟ้าต้องมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การเลือกเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตไฟฟ้า จึงต้องคำนึงถึงด้านเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงาน และเทคโนโลยี

         ปัจจุบัน ‘ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และนิวเคลียร์’ (รวมไปถึงชีวมวล และขยะ หากมีปริมาณเพียงพอ) ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงหลักที่หลายประเทศเลือกใช้ เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

         ประเทศชั้นนำของโลกต่างคำนึงถึงเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงและแข่งขันได้ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างประเทศเยอรมนี เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้กำลังผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนจะมีมากถึง 53.3% ของกำลังการผลิตทั้งหมด แต่เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่า เชื้อเพลิงที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ยังคงเป็น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน นิวเคลียร์ น้ำมัน และชีวมวล ที่ครองสัดส่วนในการผลิตถึง 67.8%

กำลังผลิตติดตั้งของประเทศเยอรมนี

(https://www.energy-charts.de/power_inst.htm)

เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของเยอรมนี ปี 2561

(https://www.energy-charts.de/energy.htm?source=all-sources&period=annual&year=2018)

         ขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ด้วยต้นทุนที่ลดต่ำลงและมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น และไม่ปล่อยมลสารในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ทว่า ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศซึ่งไม่มีความแน่นอน จึงไม่สามารถเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าได้ ยกเว้นจะนำแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเข้ามาใช้ควบคู่ในการผลิตไฟฟ้า จึงจะสามารถสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานยังคงมีต้นทุนสูงหากนำเข้ามาใช้ในปริมาณที่มากและรวดเร็วเกินไป จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า

         เชื้อเพลิงและที่ตั้งของโรงไฟฟ้าต้องมีความเหมาะสม

         สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการเลือกใช้เชื้อเพลิง คือ สถานที่ตั้งของโรงฟ้าแต่ละประเภทที่จะต้อง มองให้ครบทุกมิติ อาทิ การขนส่งเชื้อเพลิงต้องสะดวกและเข้าถึงโรงไฟฟ้าได้ง่าย ต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าและระบบหล่อเย็น ต้องอยู่ไม่ไกลจากระบบส่งไฟฟ้าหลักหรือสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่สามารถรองรับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ รวมทั้งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด

         นอกจากนี้ เชื้อเพลิงแต่ละประเภทยังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาแตกต่างกันไป อาทิ ชีวมวล ขยะ และนิวเคลียร์ ต้องอยู่ไกลจากแหล่งชุมชน พลังงานลมต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีความเร็วลมพอเหมาะ พลังงานแสงอาทิตย์ต้องมีความเข้มแสงที่เหมาะสม ตลอดจนถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ มีความจำเป็นต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำและต้องขนส่งสะดวก เข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงได้ง่าย ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยลดปัญหาในชุมชน และเพิ่มศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าให้ดียิ่งขึ้น

         ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ต้องใส่ใจ

         ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ทั่วโลกต่างได้หันมาให้ความสนใจอย่างมีนัยสำคัญ ภาคพลังงานจึงต้องมีการกำหนดนโยบายและแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยหนึ่งในแนวทางนั้น คือการหันมาใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล

         อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเชื้อเพลิงจากฟอสซิลจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมสูงกว่าพลังงานหมุนเวียน แต่เชื้อเพลิงประเภทนี้มีราคาถูกและมีความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูง คือใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าน้อยแต่ให้ค่าพลังงานสูง ในขณะเดียวกันสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีค่าการปล่อยมลสารที่ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าแบบ Ultra Supercritical: USC ซึ่งเป็นเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ที่ทันสมัยที่สุดในโลก มีการปล่อยมลสารที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนอื่นๆ ทำให้โรงไฟฟ้าสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

         ในขณะเดียวกัน เชื้อเพลิงจากขยะ แม้จะเป็นการบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่การควบคุมปัญหาด้านกลิ่นไม่ให้รบกวนกับชุมชนโดยรอบตลอดจนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เช่นเดียวกับแผงโซลลาร์เซลล์ ที่แม้กระบวนการผลิตไฟฟ้าจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษ แต่กระบวนการกำจัดแผงโซลลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งานอย่างผิดวิธีจะก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ดังนั้นควรมีการออกกฎหมายควบคุมและมีมาตรการป้องกันอย่างชัดเจน

         มองให้รอบทั้งข้อดี ข้อจำกัด ในบริบทของประเทศ

         การบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่ได้สมดุล ทั้งในทางเศรษฐศาสตร์ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้บริบทของประเทศ จึงเป็นโจทย์ใหญ่และโจทย์สำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศให้สอดรับกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ต้องสามารถดึงดูดการลงทุนในภาคธุรกิจได้ และสอดคล้องกับความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ทั้งในแง่ค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม และแง่ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

         ไม่ว่าจะฤดูร้อน ฤดูฝน หรือฤดูหนาว ไฟฟ้ายังคงเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับประชาชน การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ เป็นหนึ่งในผลพลอยได้ที่สำคัญของเขื่อนวชิราลงกรณ นับว่าเกิดประโยชน์อันมหาศาลต่อประชาชนชาวไทย และเนื่องในโอกาสครบรอบ 33 ปีเขื่อนวชิราลงกรณ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พวกเราจึงขอใช้โอกาสนี้พาทุกท่านไปเที่ยวเขื่อนแห่งนี้กันค่ะ

         เขื่อนวชิราลงกรณ เป็นเขื่อนหินถมแห่งแรกของประเทศไทย จัดเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตั้งอยู่ในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ทำหน้าที่เก็บกัก-ปล่อยน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภค บริโภค ผลักดันน้ำเค็ม รวมทั้งเป็นแหล่งประมงน้ำจืด และการปล่อยน้ำเพื่อกระบวนการเหล่านั้นทำให้เกิดผลพลอยได้เป็นกระแสไฟฟ้า สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและชุมชนรอบเขื่อน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่สวยงามและบรรยากาศดีมาก

         ความสวยงามของเขื่อนวชิราลงกรณที่พวกเราจะพาชมมีด้วยกัน 7 จุด จัดว่าเป็น 7 จุดเช็คอินของเขื่อนวชิราลงกรณที่ทุกคนไม่ควรพลาด เพราะแต่ละแห่งที่พาไปชมนั้น ต้องบอกว่า “สวยงามมาก”

จุดเช็คอินที่ 1 สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาบรมราชินีนาถ

         ตั้งอยู่ทางซ้ายมือทางเข้าเขื่อนวชิราลงกรณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาบรมราชินีนาถแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นลายเสื่อกระจูดและลายผ้าตีนจก ซึ่งเป็นลายที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงสนพระราชหฤทัย เพิ่มทัศนียภาพที่สวยงามให้ผู้คนที่มาท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพ อีกทั้งยังมีศาลาไว้นั่งพักผ่อนด้วย เราเลยถือโอกาสนี้แวะถ่ายรูปมาอวด ไปชมกันเลย

จุดเช็คอินที่ 2 สวนรวมฤทัย

         ตั้งอยู่ทางขวามือ ตรงข้ามที่ทำการเขื่อนวชิราลงกรณ สวนรวมฤทัยแห่งนี้มีสะพานทอดยาวข้ามลำน้ำโดยจำลองสะพานมอญและสะพานแม่น้ำแคว สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีไว้ด้วย และถ้าใครมีโอกาสมาเที่ยวช่วงหน้าหนาว ได้ยินเค้าเล่ากันว่า จะได้เห็นหมอกหนาลอยตัวอยู่เหนือน้ำ เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจ จนต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเซลฟี่กันแน่นอนค่ะ

จุดเช็คอินที่ 3 ทุ่งดอกดาวกระจาย

         อยู่บริเวณทางขึ้นสันเขื่อน ตรงข้ามลานไกไฟฟ้า จุดนี้จะถูกเนรมิตให้เป็นทุ่งดอกไม้ โดยผลัดเปลี่ยนกันไป ในแต่ละช่วงเวลา มีข่าวแว่วมาว่า เดือนเมษายนนี้ จะมีดอกปอเทืองสีเหลืองบานสะพรั่งทั่วไปทั้งทุ่ง ที่สำคัญหากมาถ่ายภาพตรงนี้จะมี Background สวยๆเป็นชื่อของเขื่อนว่า Vajiralongkorn Dam เป็นเอกลักษณ์ที่สวยเด่นสะดุดตา ไม่เชื่อลองดูรูปของพวกเราก่อนแล้วอย่าลืมจองคิวตามมาเที่ยวกันด้วยนะคะ

จุดเช็คอินที่ 4 ศาลาชมวิว

         ตั้งอยู่ทางซ้ายมือก่อนถึงโรงไฟฟ้าเขื่อนวชิราลงกรณ เป็นสถานที่พักผ่อน รับอากาศสดชื่น ลมเย็นๆ ของเขื่อนวชิราลงกรณค่ะ จากตรงนี้เราสามารถถ่ายรูปโดยเห็นชื่อของเขื่อนได้ด้วยเช่นกัน และจุดนี้ยังเป็นที่ตั้งของพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบรัฐพิธีเปิดเขื่อนวชิราลงกรณ อีกทั้งบริเวณโดยรอบยังมีต้นไม้สวยๆให้อารมณ์เหมือนอยู่ต่างประเทศเพื่อให้นักท่องเที่ยว เยี่ยมชม ถ่ายรูปได้ตลอดทั้งปีเลยล่ะค่ะ

จุดเช็คอินที่ 5 สันเขื่อน

         ทางทอดยาวบนสันเขื่อนที่สวยงาม ถ้ามาตอนเช้าวันที่หมอกลงเยอะๆบวกกับแสงแดดเบาๆ โอ้โห สดชื่นมาก เห็นแล้วมีความสุขแบบบอกไม่ถูกเลยค่ะ ถ่ายภาพไปอวดเพื่อนๆต้องอิจฉาตาร้อนกันแน่ๆ ตรงจุดนี้มีจักรยานให้เช่าเพื่อปั่นกินลมเที่ยวชมรอบเขื่อนด้วย บรรยากาศดีๆแบบนี้ บอกเลยว่าเด็ดจริงอะไรจริงค่ะ ข้างหน้านี้ก็จะมีป้ายเขื่อนวชิราลงกรณอยู่ ซึ่งตรงนั้นเป็นถิ่นที่พักอาศัยของเจ้าลิงจำนวนมากเลยล่ะค่ะ แต่ต้องบอกก่อนนะคะว่า อย่าให้อาหารเจ้าลิง เพราะตัวที่ไม่ได้รับอาหารจะงอนเราแล้วจะกัดเราได้ค่ะ !!! และวันนี้ที่เรามากันก็มีครอบครัวแสนอบอุ่นมาเที่ยวด้วย ไปชมภาพกันเลยค่ะ

จุดเช็คอินที่ 6 เรือนเขาแหลม

         เดินทางกันจนเหนื่อยแล้ว ก็ต้องแวะพักเติมกำลังกันก่อน ร้านอาหารเรือนเขาแหลม อาหารอร่อย ราคาถูก คุณภาพดี และผักส่วนหนึ่งที่ใช้ในการทำอาหารนั้นปลูกกันเองจาก ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เขื่อนวชิราลงกรณ ปลอดสารพิษ 100 % พร้อมทั้งยังได้ทานอาหารในบรรยากาศดีๆ แถมยังมีโซนสินค้าชุมชนรอบกฟผ. ให้เลือกซื้อ เช่น กล้วยกวนผสมหม่อน มะขามป้อมอบแห้ง น้ำผึ้ง ฯลฯ เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชนด้วย และด้วยความที่เป็นเขื่อนท่องเที่ยวเนี่ยแหละค่ะ หน้าร้านอาหารก็ยังมีจุดถ่ายรูปสวยๆที่ประดับตกแต่งอยู่ตลอดทั้งปีให้ได้เก็บภาพค่ะ ลองไปชมภาพสวยๆหน้าร้านอาหารเรือนเขาแหลมกันดูค่ะ

จุดเช็คอินที่ 7 ร้านกาแฟคุณสายชล

         ทานอาหารเรียบร้อยแล้วก็ต้องต่อด้วยเครื่องดื่ม ขอบอกเลยว่า ร้านกาแฟร้านนี้อร่อยเด็ดดวงมากๆ ได้ชิมมาแล้วด้วยตัวเองเลยค่ะ เพราะร้านกาแฟคุณสายชล เป็นร้านกาแฟของกฟผ. ซึ่งใช้เมล็ดกาแฟที่คัดสรรอย่างดีจากชุมชน สาขานี้เป็นสาขาที่ 2 แล้วค่ะ สาขาแรกอยู่ที่เขื่อนศรีนครินทร์ ในเรื่องของรสชาติเครื่องดื่ม ต้องบอกว่าได้ชิมแล้วรสชาติไม่แพ้กาแฟเจ้าดังๆเลย ชาเขียวหอมหวานกำลังดี โกโก้ก็เข้มข้นสะใจ นับว่าเพิ่มพลังให้ร่างกายได้สดชื่นขึ้นมาก แถมการบริการยังเยี่ยมยอดมาก และที่สำคัญ !!! บรรยายกาศขอบอกว่า กินขาดทุกร้านกาแฟแน่นอนค่ะ

         33 ปีที่ผ่านมาเขื่อนวชิราลงกรณยืนหยัดเพื่อประโยชน์ทางด้านการผลิตไฟฟ้าและความอยู่ดีมีสุขของประชาชนชาวไทย ซ้ำยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะฤดูไหน เขื่อนแห่งนี้ก็มีความสวยงาม อากาศบริสุทธิ์ ที่สร้างความสุขให้กับผู้คนได้ตลอดทั้งปี และยังได้ลิ้มรสชาติกับอาหารอร่อยๆ เครื่องดื่มเย็นๆสดชื่น ใครที่ยังไม่มีแพลนจะไปเที่ยวไหนในวันหยุด มาลองเที่ยวชมเขื่อนวชิราลงกรณแบบพวกเราได้ แล้วจะรู้สึกประทับใจมิรู้ลืมกันเลยค่ะ