บทความ กฟผ.

         หนึ่งในสัญญาณที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลุกขึ้นมาขานรับนโยบาย “Energy 4.0” คือ การปรับวิสัยทัศน์องค์กรใหม่ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า - Innovate Power Solutions For A Better Life” พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการเร่งสร้างนวัตกรรมโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และกระบวนการคิดเชิงออกแบบ มุ่งพัฒนาสิ่งใหม่ทั้งด้านกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และการให้บริการเพื่อให้เกิดประโยชน์กับ กฟผ. ทั้งในเชิงการดำเนินธุรกิจและการสร้างประโยชน์ต่อสังคม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงจากนวัตกรรมอย่างพลิกผัน (Disruptive Innovation) ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ภารกิจในการพัฒนานวัตกรรม กฟผ. จึงหยุดรอไม่ได้เช่นกัน

ความสำเร็จทางนวัตกรรม

         ดร.จิราพร ศิริคำ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัยนวัตกรรมและพัฒนาธุรกิจ กฟผ. กล่าวถึงแนวทางการพัฒนานวัตกรรม กฟผ. ที่ดำเนินการมาตลอดหลายปี โดยเฉพาะความเข้มข้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา “กฟผ. เราดำเนินการเรื่องนวัตกรรมมาตลอด โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2549 จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว เราได้ผลักดันให้เกิดโครงการวิจัยใหม่ไปได้ถึง 54 โครงการ ซึ่งมากขึ้นเท่าตัวจากในปี 2559 ที่อนุมัติโครงการไป 25 โครงการ ปีนี้เราจึงตั้งเป้าผลักดันให้เกิดงานวิจัยใหม่ ๆ ขณะนี้ผ่านมาแล้วครึ่งทาง เราอนุมัติโครงการวิจัยไปแล้วทั้งสิ้น 15 โครงการ”

ดร.จิราพร ศิริคำ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัยนวัตกรรมและพัฒนาธุรกิจ กฟผ.

         ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน กฟผ. มีผลงานที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา จำนวนทั้งสิ้น 72 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ 13 คำขอ อนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ 43 คำขอ ลิขสิทธิ์ 15 คำขอ และเครื่องหมายการค้า 1 คำขอ โดยได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวน 46 คำขอ ผลงานทั้งหลายเหล่านี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรแล้ว ยังสร้างชื่อเสียงบนเวทีการประกวดนวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายรายการ อาทิ ผลงานการแก้ปัญหา Power System Oscillation ในระบบไฟฟ้า โดยการหาค่า Optimal PSS Parameters ด้วยวิธี Frequency Injection ซึ่งเป็นผลงานจากฝ่ายบำรุงรักษาไฟฟ้า สายงานรองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ เป็นนวัตกรรมพัฒนาวิธีการหา Parameters ของอุปกรณ์ ช่วยลดการแกว่งของกำลังไฟฟ้า (Power System Stabilizer - PSS) ที่เหมาะสม โดยผลงานนี้นำมาใช้งานจริงในโรงไฟฟ้าจะนะ เขื่อนรัชชประภา เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าและลดค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศได้กว่า 50 ล้านบาท โดยใช้เงินลงทุนเพียง 100,000 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังเดินสายรับรางวัลเหรียญทอง จากการเข้าร่วมการประกวดและจัดแสดงผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมในเวทีนานาชาติ “46th International Exhibition of Inventions of Geneva” และรางวัลพิเศษจากประเทศจีนในเวทีเดียวกันอีกด้วย โดยล่าสุดผลงานนี้ได้รับการจดลิขสิทธิ์ในชื่อผลงาน “โปรแกรม EGAT Lead-Lag Analyzer” ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ทีมงานผู้คิดคิ้นนวัตกรรมของ กฟผ. ที่ได้รับรางวัลที่เจนิวา ปี 2561

รางวัลเหรียญทองและรางวัลพิเศษจากประเทศจีน จากผลงานการแก้ปัญหา Power System Oscillation

สร้างทางด่วนสู่นวัตกรรมใหม่ กฟผ. : ปรับนโยบายพิจารณาอนุมัติโครงการวิจัย

         อย่างไรก็ตาม ดร.จิราพร มองว่าความสำเร็จของโครงการวิจัยนวัตกรรมที่ผ่านมายังสามารถต่อยอดให้เกิดเนื้องานใหม่ได้อีกมากมาย แต่สิ่งที่จะสนับสนุนให้ไอเดียเหล่านี้กลายมาเป็นรูปธรรมได้อย่างรวดเร็ว คือ การลดขั้นตอนและลดระยะเวลาในกระบวนการการพิจารณาอนุมัติโครงการ “ภายใต้กรอบงานวิจัยที่เราสนับสนุนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของการทดแทนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การพัฒนาพลังงานใหม่เพื่อการผลิตไฟฟ้า การส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ การลดต้นทุน การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม มวลชน รวมถึงกิจกรรม CSR เรายังคงกรอบเหล่านี้ไว้เช่นเดิม ในทางกลับกันยังขยายให้กรอบงานวิจัยกว้างขึ้นด้วย เมื่อก่อนอาจติดขัดกันที่เรื่องอนุมัติโครงการล่าช้า เราก็แก้ปัญหานี้แล้ว โดยล่าสุด ได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายงานวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ของ กฟผ. โดยมีผู้ว่าการ กฟผ. ในขณะนั้น คือ คุณกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ นั่งเป็นประธานเอง เราได้ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุมัติโครงการวิจัยให้รวดเร็วขึ้น โดยได้กำหนดกรอบการอนุมัติงบประมาณใหม่ให้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น”

ทิศทางงานวิจัย กฟผ. : มุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน

         การพัฒนานวัตกรรมที่ กฟผ. ดำเนินการนั้น มีกรอบทิศทางการมุ่งไปข้างหน้าอย่างชัดเจน โดยกำหนดสัดส่วนเงินทุนเพื่อให้นักวิจัยนำไปพัฒนาผลงานของตนเองแตกต่างกันตามทิศทางแต่ละด้านที่ กฟผ.สนับสนุน ในประเด็นนี้ ดร.จิราพร ไขความกระจ่างให้เราฟังว่า คณะกรรมการนโยบายงานวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ได้กำหนดทิศทางและสัดส่วนการให้ทุนวิจัยแบบใหม่ไว้ 5 ด้าน ไว้ดังนี้

         1. ด้านนวัตกรรมในระบบไฟฟ้าของประเทศ สัดส่วนร้อยละ 40 เราให้ความสำคัญกับด้านนี้มากเพราะเป็นด้านที่สอดรับกับภารกิจหลัก กฟผ. ทั้งเรื่องภาพรวมระบบไฟฟ้า ระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่าย

         2. ด้านการแก้ไขปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ กฟผ. สัดส่วนร้อยละ 25 มุ่งเน้นเรื่อง Operation and Maintenance (O&M) และงานวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและ Productivity ของโรงไฟฟ้า

         3. ด้านการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สัดส่วนร้อยละ 15 มุ่งพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และลดปัญหาผลกระทบที่เกิดจากมลสารต่าง ๆ

         4. ด้านการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนกับชุมชน สัดส่วนร้อยละ 10 มุ่งเพิ่มรายได้ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและระบบส่ง พัฒนาคุณภาพการศึกษาพร้อมทั้งปรับปรุงภาพลักษณ์องค์กร ลดมลพิษที่ส่งผลต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบโรงไฟฟ้า

         5. ด้านการมุ่งสู่ธุรกิจใหม่ สัดส่วนร้อยละ 10 มุ่งพัฒนางานวิจัยที่สามารถต่อยอดได้ในเชิงธุรกิจ (Innovation to New Business) โดยสร้างแบบจำลองธุรกิจใหม่ (Start Up)

Super Cool Idea 2018 : กระตุ้นความคิดนอกกรอบ มุ่งสู่ธุรกิจใหม่ของ กฟผ.

         นอกเหนือจากการเปิดรับให้ทั้งคน กฟผ. และหน่วยงานภายนอกได้เข้ามาเสนอผลงานเพื่อขอรับทุนวิจัยตามระเบียบปกติแล้ว ยังมีไม้เด็ดในการเฟ้นหาไอเดียใหม่ภายใน กฟผ. จากเวที Super Cool Idea Contest 2018 สังเวียนประลองความคิดที่ต่อยอดให้เกิด Startup นำไปสู่ธุรกิจใหม่ให้ กฟผ. ได้

         “ปีนี้เป็นครั้งแรกเลยที่เราจัดงาน Super Cool Idea ขึ้นมา มีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อปลุกคน กฟผ. ให้ช่วยกันสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ให้หลุดออกจากกรอบเดิม โดยให้น้อง ๆ ได้ช่วยกันคิดไอเดียต่อยอดธุรกิจใหม่ ซึ่งมีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 172 ผลงาน โดยเราเชิญผู้ช่วยผู้ว่าการ กฟผ.ทุกท่าน ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินในรอบแรก โดยคัดเลือกกันจนได้ 31 ทีมเจ้าของผลงาน และติดอาวุธทางความคิดให้พวกเขาจากกิจกรรมเวิร์คชอปในหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับผู้ปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรมทางความคิด (Super Cool Idea Contest) ให้เป็นธุรกิจใหม่ กฟผ. ได้รับเกียรติจาก ดร.รณกร ไวยวุฒิ ผู้มากประสบการณ์ด้านเตรียมทีม Startup จากศูนย์บ่มเพาะและเร่งรัดนวัตกรรม Siam Innovation District แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้น้อง ๆ ของเรามีความมั่นใจในการนำเสนอผลงานของตนเองให้สามารถก้าวไปสู่ Startup ได้อย่างถูกต้อง โดยทำเวิร์คชอปกัน 3 วัน ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการในวันประกวดจริง ซึ่งในวันนั้นเรายังได้รับเกียรติจากอาจารย์หลายสถาบันภายนอกมาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน ซึ่งผลงานของน้อง ๆได้รับเสียงตอบรับดี แม้น้องบางกลุ่มจะไม่ใช่วิศวกร แต่ก็สามารถมีส่วนร่วมแชร์ไอเดียที่ส่งเสริมธุรกิจใหม่ให้ กฟผ. ในอนาคตได้ซึ่งทุกไอเดียบนเวทีนี้ถือเป็นนวัตกรรมทางความคิด เราพยายามบอกกับเขาว่าให้กล้าคิดออกมาก่อน อย่าไปยึดติดกับกรอบและระเบียบต่าง ๆ ที่เคยครอบอยู่ แล้วค่อยมาดูว่าไอเดียนั้น จะกลั่นออกมาได้อย่างไรจะมุ่งไปสู่ธุรกิจใหม่ของ กฟผ. ได้ทางไหนบ้าง” ดร.จิราพร กล่าว

ปั้นไอเดียสู่ธุรกิจใหม่

         ทันทีที่งาน Super Cool Idea สิ้นสุดลง มีเสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนเข้ามาโดย ดร.จิราพร เปิดเผยว่า “ผู้บริหารมีฟีดแบคกลับมากันมากเลยว่าเราจะต่อยอดไอเดียดี ๆ เหล่านี้ให้ออกมาได้จริงเป็นประโยชน์กับ กฟผ. ทำอย่างไรกันต่อ ซึ่งตรงนี้ได้หารือกันไว้แล้วว่า กฟผ. จะดูแลผลงานของน้อง ๆ ช่วยกันหยิบไปปั้นต่อ คัดกรอง เคี่ยวกันจนงวดเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ของเราให้ได้ ซึ่งเจ้าของไอเดียเองจะเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนด้วย” ดร.จิราพร อธิบายถึงความร่วมมือเพื่อนำนวัตกรรมทางความคิดมาขยายผลต่อยอดให้เกิดเป็นธุรกิจใหม่ โดยมีแนวคิดนำผลงานที่ได้รับรางวัลดีเลิศทั้ง 2 ผลงาน ซึ่งเป็นไอเดียเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนไปรวมเข้ากับโครงการเชิงธุรกิจ เพื่อมองหาโอกาสในการพัฒนาโมเดลทางธุรกิจใหม่ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ผลงานทั้ง 172 ไอเดีย จะทยอยพิจารณาหยิบมาปั้นแต่งให้เกิดเป็นธุรกิจทางเลือกใหม่ของ กฟผ. ให้มากที่สุด

หนุนสร้างงานวิจัยเป็นภูมิคุ้มกันให้ กฟผ.

         ดร.จิราพร กล่าวถึงแนวทางที่เปิดกว้างให้คนที่มีไอเดียทั้งภายในและภายนอกเข้ามาเสนอผลงานได้ทั้งด้านการพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่ หรือการสนับสนุนธุรกิจหลักของ กฟผ. ให้มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ ดร.จิราพร ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเอาไว้ว่า “ตอนนี้ทุกคนต่างเข้าใจกันว่าเราต้องเน้นสร้างธุรกิจใหม่จากงานวิจัย แต่เราต้องไม่ลืมกันว่าธุรกิจใหม่นั้นทำรายได้ปีละ 3-4 พันล้านบาท ขณะที่ธุรกิจหลักของเราทั้งระบบผลิตและระบบส่งสร้างรายได้ให้เราปีละ 3-5 แสนล้านบาท ฉะนั้นเราต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจหลักเสริมความแข็งแกร่งให้ กฟผ. ด้วยงานวิจัยสร้าง Disruptive Technology ควบคู่ไปกับการสร้างธุรกิจใหม่ที่จะทิ้งไม่ได้เช่นกัน”

         จะเห็นได้ว่า ความร่วมมือในการสานต่องานนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดเป็นธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้นั้น ต้องใช้ความคิดและความร่วมมือจากหลายฝ่าย รวมถึงผู้บริหารที่คอยให้การสนับสนุนให้แนวคิดเกิดขึ้นจริงได้ ดังนั้น การที่จะลุกขึ้นมาคิดและทำอะไรที่นอกเหนือไปจากกรอบเดิม ๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องหันมาให้ความสนใจเพื่อให้ กฟผ. ก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน

         “Hekinan Thermal Power Station” หรือ “โรงไฟฟ้าพลังความร้อนเฮกินัน” ของบริษัท “Chubu Electric Power” เป็น “โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น” ตั้งอยู่ ณ อ่าวคินุอุระ เมืองเฮกินัน จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ห่างจากเมืองนาโกย่าไปทางใต้ 40 กิโลเมตร บนเนื้อที่ 2,080,000 ตารางเมตร แวดล้อมด้วยเมืองใหญ่ ชุมชนที่อยู่อาศัย แหล่งประมงชายฝั่งและตลาดซื้อขายสัตว์น้ำที่โด่งดังแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น

อาหารทะเลสดๆ ที่ตลาดอาหารทะเลอิชชิกิ อยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าเฮกินัน 6 กิโลเมตร

ผลไม้ท้องถิ่นสดๆ ที่ตลาดอาหารทะเลอิชชิกิ อยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าเฮกินัน 6 กิโลเมตร

         โรงไฟฟ้าถ่านหินเฮกินันประกอบด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 5 หน่วย ตั้งอยู่บนพื้นที่เดียวกัน ได้แก่โรงไฟฟ้าเฮกินันหน่วยที่ 1–3 กำลังผลิตหน่วยละ 700 เมกะวัตต์ เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพานิชย์เมื่อปี พ.ศ.2534 โรงไฟฟ้าเฮกินันหน่วยที่ 4–5 กำลังผลิตหน่วยละ 1000 เมกะวัตต์ เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพานิชย์เมื่อปี พ.ศ.2544 รวมกำลังการผลิตทั้ง 5 หน่วย เท่ากับ 4,100 เมกะวัตต์

         โรงไฟฟ้าเฮกินันทั้ง 5 หน่วยผลิต ใช้เทคโนโลยีแบบ Supercritical ทำให้มีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่สูงและก่อมลพิษต่ำ เดินเครื่องเต็มกำลังผลิตตลอดเวลา จากนโยบายสมดุลพลังงานของญี่ปุ่นซึ่งให้โรงไฟฟ้าฐาน ประกอบด้วยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหิน เดินเครื่องเป็นหลักเพื่อความมั่นคง ซึ่งภายหลังวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ โรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเป็นหลักถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ LNG และเสริมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงเวลากลางวัน

         ด้านการใช้เชื้อเพลิง โรงไฟฟ้าเฮกินันนำเข้าถ่านหินเกรดบิทูมินัสและซับบิทูมินัส มาจากหลายแหล่ง ได้แก่ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย จีน สหรัฐอเมริกา และประเทศคู่สัญญาอื่นๆ จึงได้บริหารการแยกกองถ่านหินตามคุณภาพและแหล่งที่มา เพราะถ่านหินจากแต่ละแหล่งมีคุณสมบัติเฉพาะต่างกัน เช่น ค่าความร้อนและสิ่งปนเปื้อน การนำไปใช้งานจึงแตกต่างเช่นกัน ถ่านหินถูกขนส่งทางเรือขนาด 80,000 – 90,000 ตัน เฉลี่ยปีละประมาณ 130 เที่ยว ขนถ่ายผ่านท่าเรือของโรงไฟฟ้าเอง เพื่อเก็บสำรองไว้ในลานกองถ่านหินแบบเปิดโล่งขนาด 300,000 ตารางเมตร คิดเป็นความจุถ่านหิน 880,000 ตัน เพียงพอให้โรงไฟฟ้าเฮกินันสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องนาน 1 เดือน ซึ่งการขนถ่ายถ่านหินระหว่างท่าเรือ - ลานกองถ่านหิน - โรงไฟฟ้า ทั้งหมดจะใช้สายพานลำเลียง

ลานกองถ่านหินของโรงไฟฟ้าเฮกินัน

         นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าเฮกินันยังมีความพยายามที่จะนำเอาเชื้อเพลิงชีวมวลเข้ามาใช้ร่วมกับถ่านหิน เพื่อหวังผลในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเชื้อเพลิงที่นำมาทดลองผสมกับถ่านหินมา 2 ชนิด ได้แก่ 1.Woody biomass fuel หรือ “ไม้สับ” นำเข้าจากประเทศเวียดนาม ให้ความร้อนประมาณครึ่งหนึ่งของถ่านหิน นำมาผสมกับถ่านหินในปริมาณร้อยละ 3 แต่เนื่องจากเชื้อเพลิงชนิดนี้ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น ค่าความร้อนไม่สม่ำเสมอ คุณภาพที่ไม่คงที่ การเกิดเขม่า ฯลฯ ภายหลังจึงยกเลิกการนำมาใช้ และ 2.Sludge carbonized fuel ตะกอนอินทรีย์สารจากโรงงานบำบัดน้ำเสีย ซึ่งส่งมาจากโรงงานบำบัดน้ำเสียภายนอก ให้ความร้อนสูง 2/3 ของถ่านหิน นำมาผสมกับถ่านหินในปริมาณร้อยละ 1 – 1.5 ซึ่งยังอยู่ในช่วงของการทดลองใช้เพื่อศึกษาผลการใช้งาน รวมถึงข้อดีและข้อจำกัดต่างๆ

ภายในโรงไฟฟ้าเฮกินัน

         โรงไฟฟ้าถ่านหินเฮกินัน ได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีมาตรการจัดการกับของเสียจากโรงไฟฟ้าในทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวด อาทิ 1. มีการตรวจสอบคุณภาพของเชื้อเพลิงถ่านหินที่นำเข้ามาใช้ในโรงไฟฟ้าทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าถ่านหินที่นำมาใช้มีคุณภาพตามมาตรฐานและมีสิ่งเจือปนต่ำ ส่งผลต่อการควบคุมมลพิษการเผาไหม้มีประสิทธิภาพตามไปด้วย 2. มีระบบควบคุมภาวะต่างๆ ในการเผาไหม้ให้สมบูรณ์ เพื่อให้เกิด Nitrogen oxide (NOx) ปริมาณต่ำที่สุด และ ติดตั้งอุปกรณ์ลด NOx ทำหน้าที่เปลี่ยน Oxide ของ Nitrogen ที่เป็นอันตราย ให้อยู่ในรูปของ Nitrogen ที่ไม่เป็นอันตราย และน้ำ 3. ติดตั้งอุปกรณ์ดักจับ Sulfur oxides (SOx) โดยการฉีดพ่นสารละลายหินปูนเข้าไปทำปฏิกิริยากับ Sulfur oxides (SOx) กระบวนการนี้จะทำให้เกิดเป็นยิปซัม (Gypsum) สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายในวงการก่อสร้าง 4. ติดตั้งอุปกรณ์ดักจับฝุ่นจากกระบวนการผลิตโดยใช้เครื่องดักจับแบบไฟฟ้าสถิตประสิทธิภาพสูง ทำงานร่วมกันเพื่อดักจับฝุ่นในก๊าซไอเสียก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศ 5. ติดตั้งกำแพงกันลมที่ลานกองถ่านหินด้วยกำแพงกันลมเพื่อลดแรงลมที่ปะทะกองถ่านหินและป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่น 6. ฉีดพ่นน้ำเป็นละอองฝอยบนกองถ่านหินอยู่เป็นระยะ เพื่อลดการเกิดฝุ่นและป้องกันการลุกติดไฟเองของถ่านหินที่กองทับถมกัน ด้วยเหตุนี้โรงไฟฟ้าเฮกินัน สามารถป้องกันอุบัติเหตุอัคคีภัยที่เกิดกับกองถ่านหินได้ 100% ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ

กำแพงกันลมที่ล้อมรอบลานกองถ่านหิน

         นอกจากนี้ยังมีระบบอื่นๆ ในการควบคุมมลพิษ เช่น การบำบัดน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าให้ได้ตามมาตรฐานก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก การควบคุมอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น การควบคุมอัตราการสูบและปล่อยน้ำหล่อเย็นให้ช้า การติดตั้งผนังกันเสียง วัสดุดูดซับเสียง เลือกใช้หม้อแปลงที่มีเสียงรบกวนต่ำ การติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดแบบ Real time เพื่อตรวจวัดก๊าซ Sulfur dioxide และ Nitrogen oxides ที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยรอบพื้นที่โรงไฟฟ้า รวมทั้งในขั้นตอนการขนถ่ายถ่านหินทั้งหมดจะเป็นระบบปิด นอกจากนี้ยังมีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาสารโลหะหนักทั้งในน้ำ และอากาศทุก 3 เดือน เพื่อรายงานผลต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่สีเขียวของโรงไฟฟ้าเฮกินัน ที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์

         โรงไฟฟ้าเฮกินัน อยู่คู่กับชุมชนมายาวนานตั้งแต่ พ.ศ.2534 นอกจากมีหน้าที่ผลิตไฟฟ้าให้กับภูมิภาคชูบุของประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังได้ดำเนินงานบริการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยที่โรงไฟฟ้าเฮกินัน ได้เนรมิตพื้นที่ภายในโรงไฟฟ้าไว้เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาใช้บริการ เปิดบริการทุกวัน เวลา 9:00 – 16:30 น. ปิดทุกวันจันทร์ โดยได้เรียกพื้นที่สีเขียวที่จัดสรรไว้ให้สาธารณะประโยชน์ว่า “Electric, Greenery, and Environment Hekinan Tantopia” แบ่งเป็นส่วนย่อยต่าง ๆ ประกอบด้วย Electric Power Museum ศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตไฟฟ้าและสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์และการจัดแสดงสื่อผสมที่น่าสนใจ Healing Garden สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองประกอบด้วยสวนดอกไม้ สวนสมุนไพร และสวนน้ำ Eco Park เป็นบึงขนาดใหญ่ เป็นที่อาศัยของนกป่านานาชนิดรวมทั้งแมลง เป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่หลากหลาย Fishing Area บริเวณจุดปล่อยน้ำหล่อเย็น พบว่าเป็นจุดที่มีปลาชุกชุมจึงเปิดให้ประชาชนเข้ามาพักผ่อนและตกปลา ปลาที่พบมากได้แก่ ปลาจาน ปลาหิน ปลาไอนาเมะ และปลากะพง

โรงไฟฟ้าเฮกินัน อยู่ร่วมกับวิถีชุมชนที่มีทั้งเกษตรกรรม ประมง และอุตสาหกรรม

          มาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า “โรงไฟฟ้าถ่านหินเฮกินัน” โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีความใส่ใจปฏิบัติตามมาตรฐานทุกอย่างโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งการจัดการเชื้อเพลิง การผลิต การติดตามด้านสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับโรงไฟฟ้า ทั้งการควบคุมมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนมาใช้ประโยชน์ และมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าและลดมลภาวะลง นับเป็นอีกหนึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่อันดับต้นๆของโลก ที่เป็นโรงไฟฟ้าต้นแบบในการดำเนินงานภารกิจผลิตไฟฟ้าควบคู่การดูแลชุมชนอย่างแท้จริง