เข้าสู่ระบบ

เข้าสู่ระบบ

เลขประจำตัวผู้ปฏิบัติงาน
รหัสผ่าน
จดจำฉัน
*ใช้รหัสผ่านชุดเดียวกับระบบอีเมล กฟผ.
วันอังคาร, 12 กรกฎาคม 2565 16:55

ก.พลังงาน จับมือ กฟผ. จัดเสวนาลดโลกร้อน สร้างความตระหนัก มุ่งเป้า Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero Emission ในปี 2065

วันนี้ (12 กรกฎาคม 2565) ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดการเสวนา “การอนุรักษ์พลังงานกับการบรรลุเป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยกระทรวงพลังงาน ร่วมกับ กฟผ. เพื่อมาร่วมกันสร้างความตระหนัก แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และชวนกันลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์ด้านพลังงาน และ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบทั่วโลก โดยมีนายสมภพ พัฒนอริยางกูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน นายสุทธิพงษ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน (ชยย.) ร่วมในพิธีเปิด และมี น.ส.อโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ และแผนงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นายอาทิตย์ เวชกิจ กรรมการสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายชัยวุฒิ หลักเมือง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม (อชก.) ร่วมการเสวนา ณ ห้องออดิทอเรียม สำนักงานใหญ่ กฟผ.

ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัดเสวนาในวันนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้ง ทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของความเชื่อมโยงของโลกที่ต่างจากในอดีต วิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และอาจจะกระทบต่อการผลิตอาหารของโลก การจัดเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กฟผ. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

“ผมอยากขอให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ผู้ประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม ช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้า เพราะการลดไฟฟ้าได้ 10 เปอร์เซ็นต์ นั้น จะเกิดประโยชน์ได้ถึง 3 มุมหลัก ๆ ได้แก่ 1. ได้รักษาทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถเก็บไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานในวันข้างหน้า 2. สามารถลดงบประมาณในภาพรวมของประเทศได้ ก็ทำให้สามารถนำเงินงบประมาณที่ประหยัดได้กลับมาพัฒนาประเทศ 3. ทำให้ประเทศไทยสามารถประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย Carbon Neutrality ที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งทั้งหมดล้วนทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศ จึงขอให้ประชาชนหันมาสนใจรวมทั้งถ่ายทอดประโยชน์ของการประหยัดพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก โดยเริ่มต้นจากตัวเองสู่ครอบครัว และขยายสู่ระดับสังคม และสามารถเริ่มทำได้ทันที” ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กล่าว

น.ส.อโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ได้แสดงความคิดในการเสวนาครั้งนี้ว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกินสมดุล จึงได้สร้างกรอบ ความร่วมมือในการร่วมกันลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสำหรับประเทศไทยก็ได้ให้ความสำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน 2050 หรือ Carbon Neutrality และตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ชนิด (Net Zero Emission) ภายใน 2065 รวมทั้ง การส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอนที่จะมีการใช้ในอนาคต

นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน พพ. กล่าวเสริมว่า การประหยัดพลังงานเป็นส่วนสำคัญ ในการช่วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมมือกันเพียงแค่ ปิด ปรับ ปลด เปลี่ยน การใช้พลังงาน ตัวอย่างเช่น การปรับแอร์ขึ้น 1 องศา ก็จะสามารถประหยัดพลังงานได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในภาคครัวเรือนก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องใช้อื่น ๆ ได้ ส่วนภาคอุตสาหกรรม ทาง พพ. ก็จะมีการออกมาตรการร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน โดยมีแผนอนุรักษ์พลังงานและแผนพลังงานทดแทนมาเป็นกรอบในการดำเนินงาน

นายชัยวุฒิ หลักเมือง อชก. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทาง กฟผ. ได้ตระหนักถึงการปล่อย CO2 จากภาคพลังงาน จึงได้คิดแผนงาน และดำเนินโครงการต่าง ๆ โดยมีหลัก Triple S หรือ 3S ประกอบด้วย 1. Sources Tranformation คือการเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน ในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น 2. Sink Co-Creation คือการปลูกป่าเพื่อดักจับและกักเก็บคาร์บอน และ 3. Support Measures Mechanism คือการสร้างเครื่องมือหรือกลไกต่าง ๆ ผ่านโครงการอนุรักษ์ต่าง ๆ เช่น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 โครงการ BCG Model รวมทั้งการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ IoT ในเครื่องใช้ไฟฟ้า

ด้านนายอาทิตย์ เวชกิจ กรรมการสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ส่งเสริมการลดใช้พลังงานและลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง และต้องยอมรับว่า Carbon Neutrality เป็นเทรนด์ของโลก การดำเนินธุรกิจกับบริษัทระหว่างประเทศ ก็จะมีการกำหนดการใช้พลังงาน ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน และในบางประเทศมีกำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายใน 2030 ซึ่งเร็วกว่า ประเทศอื่น ๆ ดังนั้น ไทยควรเป็นประเทศที่มีความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ใช่ทำ เพราะเป็นไปตามประชาคมโลก และที่สำคัญ หากประเทศไทยยังไม่มีมาตรการหรือนโยบายที่เท่าทันต่อสถานการณ์ในภาคอุตสาหกรรม อาจส่งกระทบต่อเศรษฐกิจและ GDP ของประเทศได้ เนื่องจากบริษัทต่างชาติที่คำนึงถึงการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาด ก็จะไม่เข้ามาลงทุนในประเทศ หรือย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ

 

อ่าน 104 ครั้ง
Top