เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE) วิถีใหม่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

22 October 2025

          เคยคิดบ้างไหมว่าการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย ใช้แล้วทิ้งทั้งๆที่ยังนำไปใช้ต่อได้ ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดผลเสียอย่างไร ทุกวันนี้โลกกำลังเผชิญวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็ว จากการใช้ทรัพยากรในการผลิตและการบริโภคเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาการจัดการของเสียก็ทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสภาพภูมิอากาศ ปัญหาเหล่านี้สะท้อนว่า แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีตที่เน้นการผลิตและการบริโภคแบบ “ใช้แล้วทิ้ง” ไม่สามารถตอบโจทย์อนาคตได้อีกต่อไป แนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy: CE) จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืน โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด ลดของเสีย และลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และมุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจที่สมดุลกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินหน้าได้โดยไม่ทำลายธรรมชาติ

          การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงของประเทศ และการใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ซึ่งเชื่อมโยงกับการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยมีการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ทั้งในกระบวนการผลิตไฟฟ้า การบริหารจัดการทรัพยากร และการพัฒนาองค์กร เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านยุทธศาสตร์ “Circular Economy กฟผ.” ภายใต้ 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Energy Solutions for Circular Economy (E)  มุ่งจัดหาทางเลือกใหม่ด้านพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้า Green and Circular Energy Innovation for Sustainability (G)  สร้างสรรค์นวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน Agile EGAT to the Circular Economy Organization(A)  สร้างวัฒนธรรมองค์การที่สนับสนุนความยั่งยืน เช่น การจัดซื้อจัดจ้างสินค้ากลุ่ม “ผลิตภัณฑ์สีเขียว” การพัฒนาสำนักงานไร้กระดาษ (Paperless Office) และระบบบัญชีการเงินอิเล็กทรอนิกส์ Transition to Circular System and Create Value through Collaboration (T)  มุ่งเปลี่ยนองค์การเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างคุณค่าร่วมผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดของเสียให้เป็นศูนย์ (Zero Waste)

          กฟผ. เป็นหน่วยงานด้านพลังงาน ที่ดำเนินโครงการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งในปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำอย่างต่อเนื่องหลายแห่งในพื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่าง ๆ  ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนผ่านการซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นรูปธรรม ในโครงการใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ตามมาตรฐานของประเทศไทย T-Ver (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ตลอดจนการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหิน อย่างเถ้าลอยและเถ้าหนัก ที่สามารถนำไปใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ ช่วยลดการใช้ปูนซีเมนต์ใหม่ในอุตสาหกรรมซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง นำยิปซัมสังเคราะห์ที่ได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าไปผลิตแผ่นยิปซัม ลดการใช้ยิปซัมจากธรรมชาติ การต่อยอดลีโอนาไดต์ชั้นดินปนถ่านที่เคยกองทิ้ง พัฒนาเป็นสารปรับปรุงดิน “ฮิวมิค” ช่วยเพิ่มคุณภาพดินและผลผลิตทางการเกษตร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี

          โครงการเหล่านี้ไม่เพียงลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กับ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลกำหนดเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนและสังคม

          เมื่อเศรษฐกิจหมุนเวียนคือวิถีใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงการลดของเสียหรือการรีไซเคิล ยังเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงความเจริญทางอุตสาหกรรมกับความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อม หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ทำลายโลกก็เป็นจริงได้ กฟผ. ได้นำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในภาคพลังงาน ด้วยตระหนักดีว่าพลังงานเป็นรากฐานของการพัฒนา การก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเป็นหนทางที่ช่วยให้เรามีพลังงานสะอาดเพียงพอสำหรับอนาคต พร้อมกับรักษาความสมดุลของธรรมชาติ สังคม และเศรษฐกิจให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนเพื่อคนรุ่นต่อไป