เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงเรื่องพลังงานไฟฟ้า ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ตอนหนึ่งว่า “เรื่องของพลังงานไฟฟ้า อันนี้เป็นประเด็นสำคัญเป็นประเด็นของพลังงานที่เรากำลังมีปัญหาอยู่ขณะนี้ สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยตอนนี้ก็ยังสร้างไม่ได้ มีความขัดแย้งมาก แต่ผมอยากจะเรียนว่า โรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถ่านหินนั้น เป็นโรงไฟฟ้าที่ถูกที่สุดในการลงทุนในเรื่องของวัสดุที่จะใช้คือถ่านหิน เพียงแต่ว่าเราต้องหาเทคโนโลยีโรงงานที่ทันสมัย ที่ขจัดสิ่งที่เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม แล้วดูแลเยียวยาประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ทำให้ดิน ให้น้ำเสียหาย การปลูกพืช การอุปโภคบริโภค”

PrimeMinister

          อาจารย์ประสาท มีแต้ม ได้นำเสนอบทความเรื่อง "นายกฯ ประยุทธ์กับความเข้าใจเรื่องพลังงานไฟฟ้า" http://goo.gl/PTu1xh กล่าวถึงประเด็น ต้นทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินว่า ไม่ได้มีแต่ต้นทุนภายใน (Internal Cost) ยังมีต้นทุนภายนอก (External Cost) ซึ่งมีมูลค่าถึง 28,000 ล้านบาทต่อปี โดยอ้างอิงถึงการศึกษาต้นทุนภายนอกจากต่างประเทศ

          กฟผ. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ได้คำนึงถึงต้นทุนการผลิต และการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันผลกระทบโดยไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชน ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูงมาก สอดคล้องกับความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรี ที่เน้นว่า การดำเนินงานจะต้องใช้เทคโนโลยีโรงไฟฟ้า ที่สามารถควบคุมมลสารต่างๆอยู่ในระดับ ที่จะไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจะต้องดูแลชุมชนในทุกๆด้าน

          และจากข้อมูลที่ อ.ประสาท อ้างถึงในรายงาน Full Cost Accounting for the Life Cycle of Coal. (Epstein et al. 2011) ใน Annals of the New York Academy of Sciences นั้น เป็นข้อมูลที่คำนวณโดยมีพื้นฐานของโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาก่อนปี พ.ศ.2551 ซึ่งต้นทุนภายนอกที่นำมากล่าวถึงนั้น จะต้องพิจารณาสมมุตฐานของการศึกษาดังกล่าว ประกอบด้วย เช่น

  • อายุการใช้งานของโรงไฟฟ้า
  • ประเภทเทคโนโลยีหม้อต้มไอน้ำ เป็นแบบเก่า Sub-Critical หรือ เป็นหม้อต้มไอน้ำที่อุณหภูมิและความดันสูงมากแบบใหม่ ที่เรียกว่าเทคโนโลยี Ultra Supercritical
  • มีอุปกรณ์ควบคุมมลสารที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศประเภทใดบ้าง มีประสิทธิภาพอย่างไร

          มิเช่นนั้น ก็ยากที่จะกล่าวได้ว่า โรงไฟฟ้าแห่งใด ก่อให้เกิดต้นทุนภายนอกที่แท้จริงเท่าใด

          สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด กระบี่ นั้น กฟผ. ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง และได้ลงทุนติดตั้งระบบควบคุมมลสารต่างๆไว้ทั้งหมดแล้ว ประกอบด้วย

  • หม้อต้มไอน้ำที่อุณหภูมิและความดันสูงมาก ที่เรียกว่าเทคโนโลยี Ultra Supercritical ทำให้มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาน้อยกว่าหม้อต้มไอน้ำรุ่นเก่าๆ ดังนั้นจะมีผลกระทบต่อปัญหาโลกร้อนน้อยกว่า
  • เครื่องดักจับฝุ่นด้วยการใช้ไฟฟ้าสถิต
  • ระบบกำจัดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์
  • ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์
  • ระบบดักจับไอปรอท

          ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้ จะกำจัดและควบคุมให้การปลดปล่อยมลสารที่ออกมาดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดในประเทศไทย ดังตารางที่ 1

          ตารางที่ 1 อัตราการปลดปล่อยมลสารของโรงไฟฟ้ากระบี่เปรียบเทียบกับข้อกำนดการปลดปล่อยมลสารของประเทศไทย

20150612-M01-01

          ดังนั้น โรงไฟฟ้ากระบี่จึงไม่ก่อให้เกิดต้นทุนภายนอกไม่ว่าจะต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อากาศ น้ำเสีย การประมง การเกษตร และการท่องเที่ยว มูลค่า 28,000 ล้านบาทต่อปีตามที่กล่าวอย่างแน่นอน ชุมชนที่อยู่อาศัยโดยรอบยังคงดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เมื่อรวมต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ค่าผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยถ่านหินจะอยู่ที่ไม่เกิน 2.67 บาทต่อหน่วย จะถูกกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ดังตารางที่ 2

          ตารางที่ 2 ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีต่างๆ

20150612-M01-02

          ที่มา:เอกสารประกอบการสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยพ.ศ.2558–2579 (PDP2015)

          อย่างไรก็ตาม พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ นับเป็นพลังงานสะอาด ซึ่งกระทรวงพลังงานให้ความสนับสนุนให้มีการผลิตอย่างเต็มศักยภาพ แต่ยังเป็นพลังงานที่พึ่งพาไม่ได้ และไม่เสถียร เพราะถ้าช่วงเวลาไหนที่ไม่มีลมหรือแสงแดด ก็จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ถึงแม้จะมีระบบสำรองพลังงาน (Energy Storage) ก็ตาม ดังนั้น จึงต้องมีโรงไฟฟ้าฐานเช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ เป็นโรงไฟฟ้าหลักในระบบ โดยมีพลังงานทดแทนอื่นๆ เป็นพลังงานเสริม

          การดำเนินงานโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. นอกจากการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่จะไม่สร้างภาระแก่ชุมชนแล้ว ขณะเดียวกัน ยังจะช่วยสร้างผลประโยชน์ทางสังคม(Social benefit) ทั้งในรูปของเงินกองทุนรอบโรงไฟฟ้าปีละประมาณ 120 ล้านบาท การจ้างงาน ภาษีรายได้ ภาษีโรงเรือน ฯลฯ ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้ท้องถิ่นเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ที่สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้โดยรวม