แผนพลังงานของญี่ปุ่นที่ระบุสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นร้อยละ 20 - 22 สำหรับปี 2030 ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการที่ปรึกษาแล้ว ในแผนยังได้ระบุถึงการลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนด้วย

          คณะอนุกรรมการด้านการคาดการณ์ความต้องการและกำลังผลิตพลังงานในระยะยาว ภายใต้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านแหล่งพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติได้อนุมัติร่างรายงานในวันที่ 1 มิถุนายน รายงานของกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (Ministry of Economy, Trade and Industry – MTI) ระบุว่าความต้องการพลังงานของประเทศญี่ปุ่นจะเพิ่มจาก 940 เทระวัตต์ในปี 2013 เป็น 980.8 เทระวัตต์ในปี 2030

          เมื่อปี 2013 ญี่ปุ่นใช้ LNG ผลิตไฟฟ้าเป็นสัดส่วนร้อยละ 43.2 ถ่านหินร้อยละ 30.3 น้ำมันร้อยละ 14.9 และใช้นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าเป็นสัดส่วนแค่ร้อยละ 1.7 ที่เหลือเป็นพลังงานหมุนเวียน (ข้อมูลจากองค์กรอุตสาหกรรมปรมาณูแห่งญี่ปุ่น – JAIF)

20150703-01

          ในรายงานของ METI ได้ระบุสัดส่วนของพลังงานนิวเคลียร์ไว้ที่ร้อยละ 20-22 ในปี 2030 และพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 22-24 พร้อมทั้งลดสัดส่วนถ่านหินลงเป็นร้อยละ 26 LNG เป็นร้อยละ 27 และน้ำมันเพียงแค่ร้อยละ 3

          ในรายงาน JAIF ได้ระบุว่า สัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์ที่กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ร้อยละ 20 “มาจากการกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ได้รับการรับรองระบบความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว”

          หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเป็นระยะเวลา 1 เดือน รายงานฉบับนี้จะได้รับการอนุมัติจากกระทรวง METI อย่างเป็นทางการ

          ญี่ปุ่นได้เผยแพร่แผนพลังงานพื้นฐาน (Basic Energy Plan) ฉบับที่ 4 เมื่อเมษายน 2014 โดยฉบับที่ 1-3 ได้รับอนุมัติเมื่อปี 2003 ,2007 และ 2010 ตามลำดับ ตามแผนดังกล่าว กระทรวง METI ได้พิจารณาว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานในประเทศที่ช่วยให้ระบบไฟฟ้ามั่นคง ต้นทุนการผลิตไม่สูง และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงได้ย้ำว่าพลังงานนิวเคลียร์ต้องได้รับการพัฒนาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นลำดับแรก และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อพร้อมรับมือกับภาวะฉุกเฉิน พลังงานนิวเคลียร์เป็น ‘แหล่งพลังงานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความมั่นคงของโครงสร้างความต้องการและการจัดหาพลังงาน’

          ประธานสมาคมบริษัทไฟฟ้าของญี่ปุ่น (FEPC) นายมาโกโตะ ยากิ กล่าวในงานสัมมนาสื่อเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมว่า “เราเชื่อว่านโยบายพลังงานเป็นนโยบายหลักของประเทศ และต้องได้รับการดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยอิงจากนโยบาย S+3E (ความปลอดภัย - safety, ความมั่นคงทางพลังงาน - energy security, ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ - economic efficiency, การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม - environmental conservation) โดยเฉพาะเมื่อญี่ปุ่นมีแหล่งพลังงานไม่มาก”

          นายมาโกโตะ กล่าวเพิ่มว่า “พวกเราเห็นว่าร่างแผนพลังงานดังกล่าวมีสัดส่วนพลังงานที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุ นโยบาย 3E และสำหรับพลังงานนิวเคลียร์ แผนฉบับใหม่นี้กำหนดกำลังผลิตเป็นตัวเลขที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความมั่นคง สอดคล้องกับนโยบายพลังงานยุทธศาสตร์ (Strategic Energy Policy) ซึ่งกล่าวไว้ก่อนหน้าว่าต้องมีการตัดสินใจเรื่องสัดส่วนกำลังผลิตจากพลังงานนิวเคลียร์ เรามองว่าแผนดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เดินหน้าต่อไปได้”

          “หัวใจหลักในการจะเดินหน้าต่อไปคือวิธีการปฏิบัติตามแผนสัดส่วนพลังงานแผนใหม่ที่รัฐบาลได้จัดทำขึ้น บริษัทไฟฟ้าจะบรรลุนโยบาย S+3E และมุ่งสู่นโยบายพลังงานของญี่ปุ่นโดยการรักษาและสร้างระบบไฟฟ้าอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับแผนนโยบายของรัฐบาล”

          อย่างไรก็ตาม นายมาโกโตะ กล่าวทิ้งท้ายว่า “พวกเราขอให้รัฐบาลช่วยพิจารณาดูว่าจำเป็นต้องมีนโยบายและทิศทางด้านสิ่งแวดล้อมใดมารองรับบ้างเพื่อจะได้กำหนดสัดส่วนพลังงานได้อย่างเหมาะสมที่สุด”

ข้อมูลจาก : World Nuclear News

20150703-02