กรณีมีผู้กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะก่อให้เกิดสารปรอท ฝุ่น ขี้เถ้า ถูกชะลงสู่แหล่งน้ำ ตกค้างในอาหารของปลา และเข้าสู่คน ในความเป็นจริง การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีเทคโนโลยีกำจัดมลภาวะ ซึ่งทำให้สารโลหะหนักที่ปล่อยจากปล่องโรงไฟฟ้ามีค่าน้อยมาก ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินกว่าร้อยละ 40 นั้น EPA (สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม) และ FDA (องค์การอาหารและยา) ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับสารปรอทว่ามีทั้งในธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ แต่จากเทคโนโลยีและมาตรฐานการควบคุมมลภาวะ ทำให้สามารถบริโภคอาหารทะเลในชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัย

    ทั้งนี้ การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ได้นำเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าและระบบกำจัดมลสารที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ระบบดักจับฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิตย์ และระบบดักจับสารปรอท และโลหะหนัก ดังนั้น จึงสามารถควบคุมมลสารที่ระบายจากปล่องของโรงไฟฟ้าได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องที่ปลายปล่องของโรงไฟฟ้า และสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า

clean coal

mercury process

    สำหรับเทคโนโลยีระบบจับปรอท Activated Carbon Injection (ACI) ที่นำมาเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับสารปรอทหลังการเผาไหม้ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ทำให้ค่าที่ตรวจวัดได้หลังจากผ่านระบบควบคุมมลภาวะมีค่าน้อยมาก ดังนั้น วิธีการคำนวณปริมาณโลหะหนักที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้า จากปริมาณการใช้ถ่านหิน จึงได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงค่อนข้างมาก

table mercury

maemohตัวอย่างจอแสดงผลให้ประชาชนในพื้นที่สามารถตรวจสอบได้โรงไฟฟ้าแม่เมาะ

    ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 40 ใช้เทคโนโลยีการควบคุมและมาตรฐาน มลภาวะ รวมทั้งการตรวจวัดในธรรมชาติ จนมั่นใจว่าอาหารทะเลที่บริโภคในชีวิตประจำวันมีความปลอดภัย ทั้งต่อประชาชนทั่วไป ตลอดจน หญิงตั้งครรภ์ ทารก และเด็กๆ

pie graph

    กลางปี 2014 องค์การอาหารและยา(FDA- Food and Drug Administration) และสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (EPA- Environmental Protection Agency) ได้เผยแพร่คู่มือแนะนำการบริโภคเนื้อปลา พร้อมด้วยแนวคำถาม-คำตอบ เผยแพร่บนเว็บไซต์ ให้ความรู้เรื่องสารปรอทและการบริโภคอาหารทะเลอย่างน่าสนใจว่า

    • สารปรอท มีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และโดยกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ เมื่ออยู่ในน้ำ สารปรอทจะเปลี่ยนชนิดเป็น methylmercury ซึ่งเป็นชนิดของสารปรอทที่พบได้ในตัวปลา ซึ่งอาจเป็นพิษต่อสมองและระบบสมองของมนุษย์หากได้รับในปริมาณมากเกินไป

    • ปลาเกือบจะทุกประเภทมี Methylmercury อยู่ในปริมาณเล็กน้อยแตกต่างกัน โดยปลาที่ตัวใหญ่และมีอายุขัยยืนยาวจะมีปริมาณ methylmercury มากกว่า

    • ปลามีคุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีน แร่ธาตุ เช่น เหล็ก และมีไขมันอิ่มตัวต่ำ และยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และปลาบางชนิดมีวิตามินดีด้วย การบริโภคปลา(ที่มีปริมาณสารปรอทต่ำ) จำเป็นต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ ทารกแรกเกิด และวัยเด็ก

    • ควรกินปลาหลากหลายชนิดอย่างน้อย 8 -12 ออนซ์(1 ออนซ์ เท่ากับ 28.4 กรัม) หรือ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ และหากเลี่ยงการกินปลาโดยกินวิตามินเสริมโอเมก้า 3 แทน ก็จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอื่นๆในปลาที่ร่างกายต้องการ

    • ปลาส่วนใหญ่ที่คนนิยมบริโภคมีสารปรอทในปริมาณต่ำมาก เช่น แซลมอน กุ้ง ปลาพอลล๊อค (Pollock) ปลาทูน่า(กระป๋อง) ปลานิล(tilapia) ปลาดุก และปลาค้อด แต่ควรหลีกเลี่ยงการกินปลา 4 ชนิด คือ Tilefish จากอ่าวเม็กซิโก คือ ปลาฉลาม ปลาดาบ และปลาแมคเคเรล (king mackerel)

    • ปลาทูน่ากระป๋องไม่ได้มีสารปรอทสูง แต่ก็แนะนำให้กินปลาให้หลากหลายชนิด

epa2

    รู้จักเทคโนโลยีที่ควบคุมโลหะหนัก และความรู้เกี่ยวกับสารปรอทในธรรมชาติ คงทำให้หลายคงคลายความวิตกกังวลและบริโภคอาหารทะเลได้อย่างสบายใจ