จากกรณีประชาชนบางกลุ่มเคลื่อนไหวให้ทบทวนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่และอันดามันนั้น ในความเป็นจริง ตลอดระยะเวลา 3 ปี (ตั้งแต่ปี 2556-2558) ของการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กฟผ. ได้รับฟังความคิดเห็น และข้อห่วงใย ของชุมชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งโครงการได้แก้ไขปรับปรุงการออกแบบโครงการ ทั้งด้านการผลิตไฟฟ้าและการขนส่งเชื้อเพลิง ที่ตอบสนองข้อห่วงใยของชุมชนในประเด็นต่างๆ และได้กำหนดการดำเนินงานไว้ในร่างรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) อย่างเป็นรูปธรรม

20150722-A01-01

คลิ๊กเพื่อดูภาพใหญ่

การดำเนินงานจากการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน
ประเด็นที่ชุมชนวิตกกังวล

การปรับเปลี่ยนของโครงการฯ จากการรับฟังความคิดเห็น

ปัญหามลภาวะทางอากาศและโลหะหนัก

มีการติดตั้งเครื่องดักไอปรอท (ACI) เพิ่มเติมจากการติดตั้งเครื่องกำจัดมลภาวะตามมาตรฐานสากล และกำหนดค่าควบคุมมลภาวะทางอากาศดีกว่ากฎหมาย 3 เท่าตัว

20150722-A01-02

20150722-A01-07

20150722-A01-08

เกรงจะเกิดอุบัติเหตุ ณ จุดขนถ่ายถ่านหินกลางทะเลเพราะใกล้แหล่งท่องเที่ยว เปลี่ยน จากขนส่งโดยเรือ 100,000 ตัน มาขนถ่ายลงเรือเล็ก 3000 ตันบริเวณกลางทะเลเพื่อมาส่งที่ท่าเทียบเรือสะพานช้าง
เป็น การใช้เรือขนส่งถ่านหินระบบปิดขนาด 10,000 ตัน ส่งที่ท่าเทียบเรือถ่านหินบริเวณท่าเทียบเรือคลองรั้ว ติดกับท่าเทียบเรือน้ำมันเตาในปัจจุบัน และสร้างสายพานลำเลียงระบบปิดยาว 9 กิโลเมตร มายังอาคารเก็บถ่านหินภายในโรงไฟฟ้า และเดินเรือเฉพาะตอนกลางวันเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
กลัวว่าจะเกิดการฟุ้งกระจาย และร่วงหล่นของถ่านหินขณะขนถ่าย

ใช้เรือขนส่งระบบปิด และเลือกอุปกรณ์ขนถ่ายระบบท่อดูดแบบสกรู (Screw Unloader)

20150722-A01-09

กลัวเส้นทางเดินเรือตัดกับเรือท่องเที่ยว รวมทั้งรบกวนแหล่งหญ้าทะเล ปะการัง และจุดดำน้ำ
  • ใช้เส้นทางเดินเรือน้ำมันเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2547 ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิต
  • ทำแผนที่เดินเรือแสดงระยะห่างจากจุดดำน้ำ ปะการัง และหญ้าทะเล
  • เดินเรือวันละ 1- 2 ลำ กำหนดความเร็วเดินเรือในร่องน้ำไม่เกิน 10 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง
กังวลเรื่องเสียงจากสายพาน ออกแบบสร้างกำแพงกันเสียงบริเวณที่ผ่านชุมชน

20150722-A01-03

คลิ๊กเพื่อดูภาพใหญ่

ใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่สุดเชิงพาณิชย์

          โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กฟผ. เลือกใช้เทคโนโลยีหม้อต้มไอน้ำภายใต้แรงดันสูงเหนือวิกฤต หรือที่เรียกว่าหม้อต้มไอน้ำแบบ Ultra supercritical ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดในเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงและลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีเดิม (Sub critical) และในด้านการกำจัดมลภาวะทางอากาศและโลหะหนักต่างๆ ได้ออกแบบติดตั้งเครื่องกำจัดออกไซด์ของไนโตรเจน ไอปรอท ฝุ่น และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่มีประสิทธิภาพสูง และการควบคุมการปล่อยมลภาวะ ดีกว่าที่กฎหมายกำหนดและตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับประเทศและเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของโลก เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ที่โรงไฟฟ้าไม่ได้สร้างผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแต่อย่างใด รวมทั้ง การดำเนินการโรงไฟฟ้ากระบี่และการเดินเรือขนส่งน้ำมันเตา ตั้งแต่ปี 2547 ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ ซึ่งยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

20150722-A01-04

โรงไฟฟ้า ถ่านหินแมนจุงประเทศมาเลเซีย

          ตัวอย่าง เพื่อนบ้านของเรา เช่น ประเทศมาเลเซีย ได้เพิ่มสัดส่วนถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าจากร้อยละ 9 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 40 ในปัจจุบัน แต่สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

20150722-A01-05

คลิ๊กเพื่อดูภาพใหญ่

20150722-A01-06

คลิ๊กเพื่อดูภาพใหญ่

คำนึงถึงวิถีชีวิตและชุมชน

          การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ของ กฟผ. ยังได้คำนึงถึงยุทธศาสตร์ของจังหวัดกระบี่ที่มุ่งสู่การเป็นเมืองสีเขียว (Krabi go green) จึงได้กำหนดนโยบายให้โรงไฟฟ้ากระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยของจังหวัดกระบี่ ที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ รวมทั้ง การพัฒนาระบบส่งรองรับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตาม ระบบไฟฟ้าของภาคใต้ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าหลักที่ทำงานร่วมกันกับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

         จากการรับฟังข้อเสนอของชุมชน ซึ่งนำมาสู่การออกแบบโครงการอย่างรอบคอบ คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกังวลของชุมชน กฟผ. จึงมีความมั่นใจว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะไม่สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิต และการท่องเที่ยว รวมทั้งจะเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว