6question

    1. ไฟฟ้าภาคใต้ขาดแคลนหรือไม่

    ในอนาคตอันใกล้นี้ (ปี 2562 – ปี 2564) ถ้าไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ มีโอกาสที่จะเกิดการขาดแคลนไฟฟ้าได้ เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี และเพื่อตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้ ตามสถิติมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 5 – 6 ขณะที่ในพื้นที่ภาคใต้ยังไม่มีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักอย่างเพียงพอ ต้องพึ่งพาสายส่งเชื่อมโยงจากภาคกลาง ดังนั้น การมีโรงไฟฟ้าหลักในภาคใต้ จึงช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และเกิดการกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงของประเทศในภาพรวม ซึ่งเป็นประโยชน์อีกด้านหนึ่ง

    ข้อมูลในปี 2557 ภาคใต้มีโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าได้ 3,059 เมกะวัตต์ (กำลังผลิตตามสัญญา) ไม่ใช่ 4,000 เมกะวัตต์ ตามที่บางฝ่ายเข้าใจ ส่วนความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2557 ของภาคใต้เท่ากับ 2,467 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณปีละ 4 - 5% ดังนั้น หากไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ (ซึ่งจะเป็นโรงไฟฟ้าฐานหรือโรงไฟฟ้าหลัก) เกิดขึ้นในภาคใต้ ก็จะเกิดความเสี่ยงและขาดความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าในอนาคต

    การพิจารณากําลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้

    จากการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจในภาคใต้ โดยเฉพาะด้านการบริการ และด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ระบบไฟฟ้าจะต้องมั่นคงและเพียงพอพร้อมจ่ายไฟฟ้าทุกช่วงเวลา

    ในด้านเทคนิค โรงไฟฟ้าบางส่วนต้องเดินเครื่องไม่ถึงหรือไม่เต็มค่าพิกัดสูงสุด เนื่องจากต้องเผื่อไว้ให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้ทันท่วงทีหากเกิดกรณีฉุกเฉิน (Spinning Reserve) และเผื่อไว้จ่ายไฟฟ้าแทนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน/พลังงานหมุนเวียน ที่มีข้อจํากัดไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง อนึ่ง โรงไฟฟ้าในภาคใต้ในแต่ละช่วงเวลาจะมีกําหนดการหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบํารุงตามแผนที่กําหนดไว้ล่วงหน้า ทําให้ผลิตไฟฟ้าได้น้อยลง รวมทั้งช่วงฤดูแล้งที่เขื่อนผลิตไฟฟ้าได้น้อยลงเช่นกัน อีกทั้ง ต้องพิจารณาข้อจํากัดด้านเชื้อเพลิงในเรื่องการหยุดจ่ายก๊าซฯ เพื่อบริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องพิจารณาทั้งด้านเทคนิคและด้านราคาควบคู่กัน

    ปัจจุบัน (สิ้นปี 2557) มีกำลังผลิตตามสัญญาของภาคใต้เท่ากับ 3,059 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย

โรงไฟฟ้า

กำลังผลิตตามสัญญา

(เมกะวัตต์)

โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา 

240 

โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนบางลาง  

72

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจะนะ ชุดที่ 1  

710

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจะนะ ชุดที่ 2  (เดินเครื่อง ก.ค. 57) 

766

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขนอม  

678

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขนอม เครื่องที่ 2  

70.2

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่  

315

รับซื้อไฟฟ้าจาก SPP 

29

อื่นๆ (เขื่อนบ้านสันติ+แหลมพรมเทพ)

1.5

รับซื้อไฟฟ้าจาก VSPP 

177.4

รวมกำลังผลิตตามสัญญา

3,059.1

 

    มาตรฐานความมั่นคงในระบบไฟฟ้า

    ตามมาตรฐานความมั่นคง ระบบไฟฟ้าจะต้องมีกำลังผลิตเพียงพอ เพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย (N-1) โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หยุดเดินเครื่อง 1 โรง โดยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในภาคใต้ในช่วง Peak ของระบบขณะนั้นคือ โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 มีกำลังผลิตตามสัญญา 710 เมกะวัตต์ ดังนั้น กำลังผลิตที่พึ่งได้เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินในปัจจุบัน จึงเท่ากับ 2,349 เมกะวัตต์ (3,059 – 710 = 2,349) ขณะที่ปี 2557 ในช่วง Peak ภาคใต้มีความต้องการไฟฟ้าเท่ากับ 2,467 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเห็นว่ากำลังผลิตที่พึ่งได้ที่มีอยู่ ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า ยังต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าผ่านระบบส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง

PDP2015-02082558 1.png

    อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภูมิภาค จึงต้องพิจารณาให้แหล่งผลิตภายในพื้นที่ภาคใต้สามารถผลิตไฟฟ้ารองรับความต้องการไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ และมีความมั่นคงด้วยตนเอง และให้มีระบบส่งไฟฟ้าถ่ายเทพลังงานจากภาคกลางเป็น Backup ทั้งนี้ ระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้จะต้องสามารถรองรับแผนการซ่อมบํารุงโรงไฟฟ้า และกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย (N-1) ในกรณีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเกิดเหตุขัดข้องไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ ระบบไฟฟ้าของภาคใต้จะต้องสามารถดําเนินการผลิตไฟฟ้าและส่งไฟฟ้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

    ดังนั้น หากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ขณะที่คาดว่า ความต้องการไฟฟ้าของภาคใต้ในปี 2563 จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 3,200 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้มีกำลังผลิตต่ำกว่ามาตรฐานความมั่นคง กรณีเกิดเหตุสุดวิสัย (N-1) และตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป กำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาในพื้นที่ภาคใต้จะไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า แม้จะมีการส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งจากภาคกลาง 650 เมกะวัตต์ ลงไปช่วยจ่ายไฟฟ้าแล้วก็ตาม

    2. ทำไม กฟผ. จึงไม่สร้างสายส่งจากภาคกลางแทนการสร้างโรงไฟฟ้า

    ตลอด 20 ปีข้างหน้า ตามแผน PDP 2015 กฟผ. มีแผนขยายระบบส่งไฟฟ้าทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อสนองความต้องการไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า รวมถึงเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าเอกชน

    ระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องมีความสมดุลทางด้านกำลังผลิตและระบบส่งไฟฟ้าภายในพื้นที่ ไม่ควรพึ่งพาด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงเชื่อถือได้และมีเสถียรภาพ และสามารถรองรับเหตุฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโรงไฟฟ้านอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านกำลังผลิตภายในพื้นที่ และช่วยลดความสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในระบบส่งไฟฟ้าจากการส่งพลังงานไฟฟ้าผ่านระยะทางไกลแล้ว ยังช่วยรักษาคุณภาพไฟฟ้าทั้งทางด้านแรงดัน และความถี่ของระบบไฟฟ้าอีกด้วย ส่วนระบบส่งไฟฟ้าจะช่วยส่งผ่านกำลังไฟฟ้าภายในพื้นที่และถ่ายเทกำลังไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าของประเทศในภาพรวม โดยในระยะ 10-15 ปี ข้างหน้า ดังนั้น ในภาคใต้จึงมีความจำเป็นต้องมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าควบคู่กับการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าไปพร้อมๆ กัน เพื่อสร้างความสมดุลของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ กฟผ. ได้มีแผนสำหรับพัฒนาโรงไฟฟ้าควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า ดังนี้

    1. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จเป็น 2 ระยะ คือปี 2562 และ 2565

    2. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการในข้อ 1) ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุมัติโครงการ และมีกำหนดแล้วเสร็จเป็น 2 ระยะ คือปี 2563 และ 2566

    3. โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 (เป็นการปรับปรุง/ขยายระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ) ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2561-2562

    4. โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2562

    5. โครงการโรงไฟฟ้าเทพา เครื่องที่ 1 และ 2 คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2564 และ 2567

    นอกจากนี้ ในอนาคตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในอ่าวไทยและแหล่งในเมียนมากำลังจะหมดลง หากประเทศไทยยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง ก็ต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีราคาแพงและมีความเสี่ยงในการขนส่ง เพราะถ้าต้องใช้ในปริมาณมากๆ อาจจะต้องมีการขนส่งกันแทบทุกวัน ดังนั้น ในภาพรวมของประเทศ ที่ต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า จึงจำเป็นที่จะต้องบริหารความเสี่ยง ด้วยการกระจายประเภทและแหล่งเชื้อเพลิงให้มีความหลากหลาย และมีความเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป ฉะนั้น ถ่านหินจึงเป็นทางออกที่ดีของประเทศ ที่มีศักยภาพ อีกทั้งราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับ LNG และพลังงานทดแทนอื่นๆ อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าในภาคใต้แล้วเสร็จ และมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในหลายพื้นที่กระจายตัวกันไปแล้ว ก็จะสามารถส่งผ่านกำลังไฟฟ้าภายในพื้นที่ภาคใต้ และถ่ายเทกำลังไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของประเทศในภาพรวมในที่สุด

        3. มีปัญหากำลังผลิตสำรองสูง ทำไมจึงเร่งรีบสร้างโรงไฟฟ้าอีก

    ในการวางแผนขยายกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศนั้น จะพิจารณาความมั่นคงระบบไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อที่จะให้สามารถมีไฟฟ้าใช้ได้เพียงพอและต่อเนื่อง อีกทั้งระบบไฟฟ้าต้องมีเสถียรภาพ ดังนั้น จึงต้องคำนึงถึงระดับกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่เหมาะสม ซึ่งกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองนี้จะต้องมีไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในปีนั้นๆ

    จากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในภาคใต้ที่เคยเกิดขึ้น ทำให้ภาครัฐมีนโยบายให้ความสำคัญกับความมั่นคงระบบไฟฟ้าทั้งประเทศรายพื้นที่ โดยเพาะในพื้นที่สำคัญคือ พื้นที่ภาคใต้ และพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ดังนั้น เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภูมิภาค จึงต้องพิจารณาให้มีแหล่งผลิตไฟฟ้าภายในพื้นที่ภาคใต้ ให้สามารถผลิตไฟฟ้ารองรับความต้องการไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอและมีความมั่นคงด้วยตนเอง และให้มีระบบส่งไฟฟ้าถ่ายเทพลังงานจากภาคกลางเป็นส่วนเสริม (Backup) ทั้งนี้ ระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้จะต้องสามารถรองรับแผนการซ่อมบํารุงโรงไฟฟ้า และกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย (N-1) ในกรณีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเกิดเหตุขัดข้องไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ ระบบไฟฟ้าของภาคใต้จะต้องสามารถดําเนินการผลิตไฟฟ้าและส่งไฟฟ้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

    เมื่อพิจารณาความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้ที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2562 และกําลังผลิตไฟฟ้าพึ่งได้ใกล้เคียงกับปริมาณความต้องกาใช้ไฟฟ้าสูงสุด เมื่อพิจารณาด้านความมั่นคง ระบบไฟฟ้ายังไม่รองรับกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย (N-1) และเมื่อพิจารณาการหยุดซ่อมบํารุงโรงไฟฟ้า มีโอกาสที่จะเกิดไฟฟ้าดับในภาคใต้ ดังนั้น เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ จึงต้องมีการดําเนินโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ให้มีกําลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และให้มีการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายพลังงานของประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาครวมของประเทศ

    โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โครงการโรงไฟฟ้าเทพา เครื่องที่ 1 และเครื่องที่ 2 ซึ่งจะจ่ายไฟฟ้าในปี 2562 2564 และ 2567 นั้น มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ และจากการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ การลงทุนก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในภาพรวมได้ เนื่องจากเป็นกำลังผลิตที่มาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า (LNG) ซึ่งมีราคาแพง จะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นด้วย ซึ่งโดยเปรียบเทียบแล้ว หากใช้โรงไฟฟ้า LNG แทนโรงไฟฟ้ากระบี่ จะทําให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจ่ายเงินค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 6,000 ถึง 9,000 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม เมื่อหันมามองในภาพรวมของประเทศแล้ว จะเห็นว่าในแผน PDP2015 มีระดับกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของทั้งประเทศสูงเกินกว่าร้อยละ 15 ในช่วงปี 2562 – 2568 และในปี 2569 ก็จะลดลงและเข้าสู่ระดับประมาณร้อยละ 15 ของความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด เนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้

    1. มีการปรับสมมติฐานประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศจากการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.4 เป็นร้อยละ 3.9 ตามข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)

    2. มีการปรับสมมติฐานป้าหมายแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEDP) เพิ่มมากขึ้นจากเดิม 29,383 ล้านหน่วย เป็น 89,672 ล้านหน่วย หรือลดการใช้ไฟฟ้าลงประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

    3. มีโครงการรับซื้อไฟฟ้าที่มีภาระผูกพันกับภาครัฐแล้วหลายโครงการ ในส่วนของการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน IPP และ SPP ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (มีภาระทางกฎหมาย) และอยู่ระหว่างก่อสร้าง

    4. ทำไมต้องใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน

    • ปัจจุบันถ่านหินยังเป็นพลังงานหลักของโลกในการผลิตไฟฟ้า ถึงร้อยละ 40 เนื่องจากถ่านหินมีปริมาณสำรองจำนวนมากสามารถใช้ได้ถึง 200 ปี ราคาถ่านหินมีเสถียรภาพและไม่แพง ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศไทยไม่สูงเกินไป ปัจจุบันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความทันสมัย ในการควบคุมมลภาวะได้ดีกว่าที่กฎหมายกำหนด และสามารถลดมลสารทางอากาศ อาทิ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนออกไซด์ (NOX) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ดีกว่าเทคโนโลยีเดิม โดยในทางวิศวกรรมได้แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดแบบ Ultra supercritical Technology จะสามารถลด CO2 ลงกว่าร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีเดิม (แบบ Subcritical Technology)

cleancoal-02082558 1

cleancoal-02082558 2

cleancoal-02082558 3

    • การเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินผลิตไฟฟ้า เพื่อสร้างสมดุลพลังงานของประเทศ โดยกระจายการใช้เชื้อเพลิง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติร้อยละ 65 ขณะที่สำรองก๊าซในประเทศมีใช้ประมาณ 6-7 ปี ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีราคาแพงกว่าก๊าซในประเทศเกือบ 2 เท่า จะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในอนาคตแพงขึ้นมาก หากยังใช้ก๊าซ LNG ผลิตไฟฟ้า

    • โรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อน เป็นโรงไฟฟ้าฐานหรือโรงไฟฟ้าหลักที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง และไฟฟ้ามีคุณภาพ อนึ่ง นักท่องเที่ยวคงไม่ยินดีที่มาใช้บริการโรงแรมที่ใช้ไฟฟ้าคุณภาพไม่ดี ติดๆดับๆ ไม่มีความต่อเนื่อง

    คงเป็นที่ทราบกันดีว่า โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน/พลังงานหมุนเวียน มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ พลังงานจากชีวมวล (เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล) พลังงานแสงอาทิตย์ (มีเฉพาะช่วงกลางวันตามธรรมชาติ) พลังงานลม (มีเฉพาะช่วงเช้ามืด/ช่วงมรสุมตามธรรมชาติ) หากต้องการใช้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมากขึ้น จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการจ่ายไฟฟ้า หากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจ่ายไฟฟ้าไม่ได้ ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีที่สามารถกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมไว้ใช้ ยังมีราคาที่แพงมาก เมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลัก อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงต้องรักษาระดับราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม เพื่อการแข่งขันได้ของประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน

    ในการพัฒนาพลังงานทดแทน กฟผ. ได้ให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานหลัก อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพลังงานทดแทนก็มีข้อจำกัดด้านความพึ่งพาได้ของกำลังผลิตไฟฟ้า เพราะพลังงานทดแทนมักขึ้นอยู่กับธรรมชาติซึ่งไม่ค่อยจะแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านความมั่นคง และราคาต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่จะแพงกว่าการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหิน

    5. ทำไม กฟผ. จึงเสนอโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

    เหตุผลที่ กฟผ. เลือกจังหวัดกระบี่ เป็นหนึ่งในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าของภาคใต้

    • โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ สร้างในพื้นที่ปัจจุบัน ที่มีโรงไฟฟ้าใช้น้ำมันเตากำลังผลิต 315 เมกะวัตต์ และใช้เส้นทางเดินเรือขนส่งถ่านหิน เส้นทางเดียวกันและกินน้ำลึกเท่ากับเรือน้ำมันเตาในปัจจุบัน โดยไม่ต้องขุดลอกร่องน้ำ จึงทำให้เชื่อมั่นว่า จะไม่สร้างผลกระทบต่อการใช้พื้นที่ของโรงไฟฟ้าและการขนส่งถ่านหิน

    • กฟผ. ยังพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้แห่งอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าเทพา รวมทั้งสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเต็มตามศักยภาพ เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้เพียงพอในพื้นที่และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    • จากข้อเท็จจริงในปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ได้ส่งผลกระทบการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับเมืองและประเทศท่องเที่ยวของโลก ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่นกัน ซึ่ง กฟผ. ได้นำสื่อมวลชน และชุมชนไปดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายครั้ง ทั้งที่มีสถานที่ตั้งอยู่ในเมืองสำคัญๆ อุทยานแห่งชาติทางทะเล และชุมชน ทั้งที่ ญี่ปุ่น เยอรมนี มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ ซึ่งได้ประจักษ์ว่า โรงไฟฟ้าสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและไม่สร้างผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดยที่ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

mizurupowerplant02082558

     โรงไฟฟ้าถ่านหิน Maizuru จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น

    ภาพจาก http://www.pictures.org.es/japan/city.php? Maizuru&id=386

    6. ทำไม กฟผ. จึงเปิดประมูลการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ก่อนการอนุมัติ EHIA

    ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2015) โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ จะต้องเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเดือนธันวาคม 2562 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า จึงต้องเริ่มดำเนินการจัดหาผู้รับเหมาเพื่อออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ และก่อสร้างโรงไฟฟ้า

    ทั้งนี้ กระบวนการการคัดเลือก ผู้รับเหมาเพื่อออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ และก่อสร้างโรงไฟฟ้า ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก คือ

    1. กฟผ. จัดทำเอกสารประกวดราคา

    2. ผู้รับเหมาซื้อซองประกวดราคาและจัดทำข้อเสนอ

    3. กฟผ. พิจารณาข้อเสนอและคัดเลือกผู้รับเหมา

    ซึ่งในแต่ละขั้นตอน จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 1.5 – 2 ปี จากนั้น จึงเป็นช่วงของการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ปี (สำหรับโรงไฟฟ้าประเภทพลังความร้อน)

    ด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัด ซึ่งไม่มากนัก กฟผ. จึงดำเนินงานคู่ขนานในการประกวดราคางานจัดซื้อและจ้างก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้า และขั้นตอนการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) แต่อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะเริ่มขึ้นหลังจากโครงการได้ผ่านการพิจารณา EHIA และหลังการได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วเท่านั้น ทั้งนี้ กฟผ. ได้ระบุเงื่อนไขการสงวนสิทธิ์การออกเอกสารสนองรับราคา (Letter of Intent - LOI) เมื่อโครงการฯ ได้รับการอนุมัติจาก ครม. และปฏิบัติตามเงื่อนไขจากหน่วยงานผู้ให้ความเห็นและผู้อนุญาตครบถ้วนถูกต้องแล้ว 

    สำหรับ ในที่ 5 สิงหาคม 2558 เป็นการยื่นข้อเสนอของผู้เข้าร่วมประกวดราคาและเปิดซองข้อเสนอ (Bid Opening Date) เฉพาะซองด้านเทคนิคเท่านั้น ส่วนซองราคาจะเปิดภายหลังการพิจารณาด้านเทคนิคแล้วเสร็จ ทั้งนีั การดำเนินการดังกล่าว ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะอนุมัติโครงการและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติให้ความเห็นชอบรายงาน EHIA / EIA ของโครงการแล้ว