ฟิลิปปินส์ ประเทศเพื่อนบ้านของเราในอาเซียน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดลำดับที่ 12 ของโลก โดยมีจำนวนมากกว่า 100 ล้านคน กระจายอยู่ตามเกาะกว่า 7,000 เกาะ ส่งผลให้ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับปัญหาด้านระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ปัญหายิ่งทวีคูณมากขึ้น ปลายปี 2014 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายเบนนิโย อะควิโน ขอให้รัฐสภาอนุมัติการเพิ่มกำลังผลิตฉุกเฉิน 600 เมกะวัตต์ พร้อมใช้มาตรการอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดไฟดับในหมู่เกาะลูซอน ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

20150811-A01-01

กราฟแสดงกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฟิลิปปินส์ในปี 2014 และแผนเพิ่มกำลังผลิตในปี 2015-2016

          โดยกำลังผลิตฉุกเฉินนี้ มาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลเป็นหลัก รวมถึงการจ่ายเงินให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ๆ ให้ลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบส่ง โดยเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตัวเองแทน (interruptible load program) ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในหมู่เกาะมินดาเนา ซึ่งใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของประเทศ ยังส่งผลให้เกิดการประกาศใช้มาตรการสลับตัดไฟแต่ละพื้นที่ โดยการประกาศตัดไฟเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2015 ส่วนหนึ่งมาจากการหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

          ภาคพลังงานของฟิลิปปินส์เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ ในอดีต องค์กรพลังงานแห่งชาติ (National Power Corporation - NPC) เป็นผู้ผูกขาดระบบผลิตและระบบส่งของประเทศ แต่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี 1986 ส่งผลให้เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ซึ่งรวมถึงโครงสร้างทางพลังงานด้วย ซึ่งคำสั่งของรัฐบาลฉบับ 215 (1987) (Executive order - คำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี ที่สามารถออกกฎหมายโดยไม่ต้องผ่านสภา) ส่งผลให้เกิดผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน โดยเอกชนสามารถเป็นเจ้าของในภาคการผลิตไฟฟ้าได้

          ต่อมาฟิลิปปินส์เริ่มมีการปรับเปลี่ยนให้โครงสร้างพลังงานมีความเป็นเอกชนมากขึ้น และท้ายที่สุดมีพระราชบัญญัติปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าปี 2001 แยกกิจการผลิตและส่งไฟฟ้าของ NPC ออกจากกัน พระราชบัญญัติปฏิรูปพลังงานดังกล่าว ทำให้เกิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบราคาส่ง ซึ่งสนับสนุนให้มีการแข่งขัน โดยโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำสุดจะได้สิทธิจ่ายไฟฟ้าก่อน และใช้ราคาตลาดเป็นราคาอ้างอิง ส่วนการขายไฟฟ้าราคาปลีก บริษัทไฟฟ้าเอกชนจะเป็นผู้ขายและจ่ายไฟให้กับผู้ใช้ไฟ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2013 บริษัทไฟฟ้ามะนิลา (Manila Electric Company) มีการใช้ระบบเปิดเสรี ให้มีการแข่งขันซื้อขายไฟฟ้าราคาปลีก (retail competition and open access - RCOA) โดยอนุญาตให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีสิทธิเลือกซื้อไฟฟ้าราคาปลีกจากผู้ผลิตที่ตนต้องการได้ โดยต้องยื่นความจำนงขอทำสัญญาซื้อไฟ

          แม้ฟิลิปปินส์จะพยายามปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ยังคงประสบปัญหาการจัดหาพลังงานไฟฟ้า ขณะเดียวกันฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่จ่ายค่าไฟฟ้าแพงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นปัจจัยก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการลงทุนจากต่างประเทศ

          นอกจากการดำเนินการตามแผนฉุกเฉินระยะสั้นของรัฐบาลแล้ว ฟิลิปปินส์จะยังมีแผนขยายกำลังผลิตอีกเพื่อเพิ่มความมั่นคงและน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า รองรับการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจ ซึ่งข้อมูลล่าสุดจาก International Energy Agency ประมาณการว่า ประชาชนในฟิลิปปินส์ยังมีไฟฟ้าใช้เพียงร้อยละ 70

          อนึ่ง หมู่เกาะสำคัญของประเทศ 3 หมู่เกาะ คือ ลูซอน วิซายาส และมินดาเนา มีลักษณะการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่ต่างกันไป หมู่เกาะลูซอนที่อยู่ตอนเหนือของประเทศ พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก และมีแผนจะเพิ่มกำลังผลิตอีก 500 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นถ่านหิน ส่วนหมู่เกาะวิซายาส ซึ่งอยู่ตอนกลางของประเทศ ปัจจุบันใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นหลัก แต่ก็มีแผนจะเพิ่มกำลังผลิตจากถ่านหินจำนวน 300 เมกะวัตต์ในปี 2017 ขณะที่ทางใต้ หมู่เกาะมินดาเนาใช้พลังงานน้ำเป็นหลัก และมีแผนเพิ่มกำลังผลิตทั้งจากพลังงานน้ำและถ่านหิน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า

20150811-A01-02

ข้อมูลจาก : http://www.eia.gov/todayinenergy/detail.cfm?id=20252

ผู้แปล : สุภร เหลืองกำจร