20150820-A01-01

          เมื่อวานนี้ (19 สิงหาคม 2558) รายการเดินหน้าประเทศไทย นำเสนอเรื่อง “เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่” โดยวิทยากรร่วมรายการประกอบด้วย ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายสวาสดิ์ เถาว์กลอย กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และนายวิรัช เกี่ยวข้อง ประธานกรรมการบริษัททนาพงษ์พลาสติก จำกัด โดยมีนายบัญชา ชุมชัยเวทย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

20150820-A01-02

ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน

          ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ไฟฟ้าว่า ภาคใต้ 14 จังหวัด มีความเติบโตในการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงปี 2557 - 2558 ซึ่งมีวิกฤตทางการเมือง แต่การใช้ไฟฟ้าก็โต 4-5% ในช่วงที่เศรษฐกิจดี ภาคใต้ก็ใช้ไฟฟ้าสูงกว่าภาคอื่น เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6-7% โดยในปี 2558 มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 2,680 เมกะวัตต์ มีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 3,290 กว่าเมกะวัตต์ แต่พึ่งได้จริงๆ ประมาณ 2,900 กว่าเมกะวัตต์ เนื่องจากโรงไฟฟ้าบางโรง เช่น เขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนบางลาง จะผลิตได้เต็มกำลังผลิตต้องมีน้ำเต็ม โรงไฟฟ้าแบบนี้ จึงมักจะเดินเครื่องในช่วงความต้องการสูงในแต่ละวัน หรือช่วง peak ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เช่น โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ หรือลม ก็ไม่สามารถเดินเครื่องตลอด 24 ชั่งโมง

          ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ชี้ว่า เหตุการณ์ไฟฟ้าดับภาคใต้ในเดือนพฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา ภาคใต้เกิดไฟฟ้าดับทั้ง 14 จังหวัด บางจังหวัดดับนานถึง 6 ชั่วโมง สาเหตุเพียงเพราะ มีฟ้าผ่าลูกถ้วยที่สายส่งไฟฟ้าที่ชะอำ ในช่วงนั้นมีโรงไฟฟ้าภาคใต้หยุดซ่อมมากกว่า 1 โรง และสายส่งก็หยุดซ่อม ทำให้เกิดไฟฟ้า over load จนระบบตัดออก หรือในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาที่เกาะสมุย ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็มีไฟฟ้าดับถึง 58 ชั่วโมง ทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกการจอง และอพยพออกมา

          “สถานการณ์ไฟฟ้าภาคใต้ตอนนี้ จึงถือว่า กำลังผลิตไฟฟ้าพึ่งได้อยู่ในความเสี่ยง แล้วต้องนำไฟฟ้ามาจากภาคกลาง เฉลี่ยวันละ 500 เมกะวัตต์ ถึง 700 เมกะวัตต์ รวมทั้งมีไฟฟ้าสำรองจากมาเลเซียด้วย”

          ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสาเหตุที่เลือกจังหวัดกระบี่เป็นที่ตั้งโครงการว่า หลักปฏิบัติทั่วไป ควรมีการสร้างโรงไฟฟ้าใกล้ผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งจังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดศูนย์กลางทางด้านอันดามัน และฝั่งตะวันตกของภาคใต้ นอกจากนี้ ยังเคยเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์มาก่อน ปัจจุบันก็เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าน้ำมันเตาที่มีกำลังผลิตประมาณ 340 เมกะวัตต์ จึงจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้า เพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจการท่องเที่ยว การบริการที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นใน 10 ปีข้างหน้า โดยโครงการโรงไฟฟ้ามีขนาด 800 เมกะวัตต์ ออกแบบใช้เทคโนโลยีมาตรฐานเทียบเท่าเยอรมัน หรือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ใช้ถ่านหินคุณภาพสูงจากอินโดนีเซีย หรือออสเตรเลีย สร้างในที่เดิม ไม่ได้ซื้อที่ดินเพิ่ม เรือขนส่งถ่านหินก็ใช้เส้นทางเดียวกับที่เรือขนส่งน้ำมัน ซึ่งได้วิเคราะห์แล้วว่าไม่ต้องขุดลอกร่องน้ำใหม่ หลีกเลี่ยงเกาะที่เป็นการท่องเที่ยวแนวปะการัง คิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็คุ้นเคยว่าเคยมีโรงไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ก็เป็นประชาคมที่ดีของชาวจังหวัดกระบี่

          ดร. คุรุจิต นาครทรรพ กล่าวถึง กระบวนการภายใต้กฎหมายส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมว่า ต้องทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เรียกว่า EHIA สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และท่าเทียบเรือ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากการรับฟังความคิดเห็นตามกฎระเบียบของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) 3 ครั้ง ของท่าเรืออีก 3 ครั้ง รวมเป็น 6 ครั้ง เมื่อได้รับความคิดเห็น ความห่วงใยของประชาคมในพื้นที่แล้ว ยังมีกระบวนการอีกยาวไกล เพราะต้องผ่านคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ของ สผ. ต้องผ่านคณะกรรมการอิสระให้ความเห็น แล้วก็ไปกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

          “อยากเรียนพี่น้องชาวใต้ว่า ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเรื่องที่เราต้องวางแผนระยะยาว และเหตุเกิดมาแล้วเราจำเป็นต้องทำอย่างนี้เพื่อความมั่นคงของภาคใต้ ไม่ใช่ว่าเอาภาคกลางเขามาแล้วก็มีความสุ่มเสี่ยงอย่างที่เคยเกิดขึ้น แล้วเทคโนโลยีที่เราจะนำมาใช้ก็มีความเชื่อมั่นว่าปฏิบัติได้จริง แล้วก็เป็นเทคโนโลยีสะอาดที่ทำอยู่ในหลายๆ ประเทศ”

20150820-A01-03

นายสวาสดิ์ เถาว์กลอย กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

          นายสวาสดิ์ เถาว์กลอย กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชุมชนมีความคุ้นเคยกับโรงไฟฟ้าขนาด 60 เมกะวัตต์ มาตั้งแต่ปี 2507 จนโรงงานหมดอายุไป และเริ่มมีโรงไฟฟ้าใหม่ 340 เมกะวัตต์ ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา “สมัยหนึ่งเรื่องถ่านหินและลิกไนต์ เป็นเรื่องที่กลายเป็นแบรนด์เนมของคนกระบี่ ในวันนั้น หาดทราย และเกาะที่สวยงาม ยังไม่ถูกนำไปโฆษณาการท่องเที่ยว เหมือนอย่างทุกวันนี้ ฉะนั้น ชุมชนจึงต้องติดตามดูว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้น จะเหมือนเก่าหรือไม่ ถ้าเหมือนเก่าก็คงไม่หนักใจ ขณะเดียวกัน ถ้าภาพใหญ่มีการบริการจัดการที่ดีและมีคุณภาพสูงขึ้น ชุมชนก็จะยังคงมีพื้นฐานของความมั่นใจ”

          สิ่งที่อยากจะเน้นเป็นพิเศษคือ ตั้งแต่เกาะลันตาเข้ามา เรื่อยมาจนถึงบริเวณโรงไฟฟ้า โครงการจะผ่านในพื้นที่ของพี่น้องมุสลิม โดยเฉพาะมัสยิดกว่า 40 มัสยิด ของอำเภอเหนือคลองก็มีมากกว่า 35 มัสยิด ยังมีคลองท่อมบางส่วน ถามว่า วันนี้ พี่น้องตรงนั้นคิดอย่างไร คิดว่าไม่หนักใจ สิ่งที่จะต้องไปตรวจสอบก็คือ กิจกรรมที่เกิดขึ้น มีผลกระทบต่อพื้นฐานการดำรงชีวิตของพี่น้องหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องนำมาพูดคุยกัน

          นายสวาสดิ์ เถาว์กลอย กล่าวเน้นว่า กระบี่เราพยายามที่จะสร้างสรรค์เรื่องการท่องเที่ยวให้เป็นที่ยอมรับ ให้มากกว่าเรื่องของทรัพยากรที่สวยงามอย่างหาดทราย เกาะ และน้ำทะเลใส คือ ความเป็นเมืองที่ Friendly ของพี่น้องมุสลิม ที่สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไม่ว่าบรรยากาศข้างนอกจะเป็นอย่างไร แต่กระบี่มีการพัฒนาร่วมกัน บนพื้นฐานของความเข้าใจ เน้นความถูกต้องเป็นหลัก

          ชาวกระบี่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่โรงไฟฟ้าจะเป็นมุสลิมที่เป็นมิตรต่อกัน สิ่งที่เราคำนึงถึงนอกจากการขับเคลื่อนเรื่องของการท่องเที่ยว กิจการฮาลาล และระบบอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีเรื่องของการใช้ชีวิต เรื่องของสังคม ที่เรานำหลักการที่อยู่บนพื้นฐานของความศรัทธามาอยู่ร่วมกัน

          “อำเภอเหนือคลองที่ตั้งของโรงไฟฟ้า มี 8 อำเภอ ครึ่งหนึ่งเป็นพี่น้องชาวไทยพุทธ ถ้าไปตรวจเช็คดู เราไม่เคยไม่ปัญหาต่อกัน เราทำงานร่วมกันในที่ทำงาน เราออกมาพบปะทำมาหากินอยู่ด้วยกัน มีเรื่องที่จะนำไปสู่ความไม่เข้าใจ เราก็มาปรึกษากัน พื้นฐานตรงนี้ ถูกยกระดับมาตั้งแต่โครงการ 60 เมกะวัตต์ ในเรื่องของไฟฟ้ามาอยู่ร่วมกับชุมชน”

          นายสวาสดิ์ เถาว์กลอย กล่าวแสดงความหวังว่า ในอนาคตกับความทันสมัยของการพัฒนาของการไฟฟ้า จะช่วยสร้างสรรค์เรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมมากขึ้น รวมทั้ง บริบทของการท่องเที่ยวของกระบี่จะทำให้มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น

          “วันนี้ ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องพยายามคลายความกังวลในเรื่องพิษภัยต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตลาดการท่องเที่ยวของอันดามันตั้งแต่สตูลไปจนถึงระนองมีความมั่นใจ ซึ่งประสบการณ์ของคนเหนือคลอง มีความมั่นใจ”

20150820-A01-04

นายวิรัช เกี่ยวข้อง ประธานกรรมการบริษัททนาพงษ์ พลาสติก จำกัด

          ด้านนายวิรัช เกี่ยวข้อง ประธานกรรมการบริษัททนาพงษ์ พลาสติก จำกัด กล่าวว่า ก่อนหน้านี้จังหวัดกระบี่ เป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ระยะหลังมีความเจริญเติบโตทั้งการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม อย่างต่อเนื่อง มีการสะดุดระยะสั้นๆ หลังเกิดสึนามิในปี 2547 การเติบโตของการใช้พลังงานไฟฟ้า จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวเท่านั้น ยังมีเรื่องของเกษตรกร ทั้งสวนยางพารา สวนปาล์ม หรือธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ที่ต้องเกี่ยวโยงถึงพลังงานไฟฟ้า วันนี้ ถ้าไฟฟ้ามีปัญหา อย่าว่าเป็นชั่วโมงเลย แม้ว่าจะเป็น 10 นาที หรือ 20 นาทีก็มีปัญหามาก สำหรับเอกชนทุกคนองค์กรที่ประกอบธุรกิจ ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเราไม่พัฒนาหรือเตรียมความพร้อม จะอันตรายมาก

20150820-A01-05

นายบัญชา ชุมชัยเวทย์ ผู้ดำเนินรายการ

          นายบัญชา ชุมชัยเวทย์ ได้กล่าวสรุปว่า จากความเห็นของผู้เข้าร่วมรายการ ไฟฟ้ามีความจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนในอดีต แต่การพัฒนาต้องมีความเป็นมิตร ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ของพี่น้องชุมชนในพื้นที่ และที่สำคัญที่สุด คือ การตอบโจทย์ของความมั่นคง ปลอดภัย ในเชิงของเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ตัวเลขการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าในที่สุดแล้ว หากมีการทำความเข้าใจ พูดคุยกันบนเหตุผล ความเป็นจริง และความเป็นมิตรซึ่งกันและกัน เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยก็จะสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้