31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ประชาคมอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community-AEC จะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน โดยจะเปิดเสรีทั้งการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานที่มีทักษะ รวมทั้งมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีขึ้น เกิดความคล่องตัวในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน กลายเป็นตลาดการค้าที่ขยายใหญ่ออกไปสำหรับประชากรกว่า 600 ล้านคน ความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นจะทำให้ภูมิภาคมีความแข็งแกร่ง สามารถแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกได้

20150827-A01-01

กราฟแสดงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน และการคาดการณ์ในอนาคต
ข้อมูลจาก www.iea.org/media/training/.../session_1c_hapua_asean_perspectives.pdf

          การรวมตัวกันของประเทศอาเซียนจะทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในหลายๆด้านตามมา และหนึ่งในนั้นคือความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้า โดยภาพรวมแล้วภูมิภาคอาเซียนใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก มีสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติสูงที่สุด และรองลงมาเป็นถ่านหิน แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคต สัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าจะแซงหน้าก๊าซธรรมชาติ จากที่หลายๆประเทศมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มเติมอีก ขณะเดียวกันก็มีความพยายามเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ ทั้งพลังงานหมุนเวียน และนิวเคลียร์ เราลองมาดูกันว่าประเทศเพื่อนบ้านของเราในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนามและสิงคโปร์ มีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันและแผนในอนาคตอย่างไรบ้าง และมีความเหมือนและต่างกันอย่างไรในการสร้างสมดุลด้านพลังงานให้กับประเทศของตน

มาเลเซีย

20150827-A01-02

กราฟแสดงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของมาเลเซีย และการคาดการณ์ในอนาคต
ข้อมูลจาก Malaysia Energy Mix and Outlook By. Dato' Dr Nadzri Yahaya. Deputy Secretary General (Energy). 18th September 2014, Kuala Lumpur

          ณ สิ้นปี 2014 มาเลเซียใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 52 รองลงมาเป็นถ่านหินร้อยละ 42 ใช้พลังงานน้ำและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆในการผลิตไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามมาเลเซียกำลังเผชิญกับภาวะปริมาณสำรองก๊าซที่มีอยู่ค่อยๆร่อยหรอลง จึงมีแผนลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซลง แต่ขณะเดียวกันต้องหาแหล่งเชื้อเพลิงอื่นมาทดแทน ซึ่งมาเลเซียมีแผนเพิ่มการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า และจะส่งผลให้มาเลเซียมีสัดส่วนของการใช้ถ่านหินสูงกว่าก๊าซธรรมชาติในที่สุด โดยมาเลเซียต้องนำเข้าถ่านหิน แต่ก็พยายามกระจายแหล่งนำเข้าถ่านหินจากหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจาก ออสเตรเลีย รัสเซีย แอฟริกาใต้ มาเลเซียมีแผนการเพิ่มกำลังผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 2.6 ต่อปี พร้อมกระจายการใช้แหล่งเชื้อเพลิงให้มีความหลากหลายมากขึ้น มีการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยมุ่งพัฒนาพลังงานน้ำที่รัฐ Sarawak เนื่องจากยังมีศักยภาพพัฒนาได้อยู่ ขณะเดียวกัน มาเลเซียเข้าใจดีว่าไม่สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าได้ จึงมีแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วย และปัจจุบันกำลังมีแผนสร้างโครงสร้างพื้นฐานของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อยู่ พร้อมตั้งเป้าให้มีการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานนิวเคลียร์ร้อยละ 10 ในปี 2025 รวมถึงสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ฟิลิปปินส์

20150827-A01-03

กราฟแสดงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของฟิลิปปินส์
ข้อมูลจาก Philippine Energy Plan (PEP) 2012 - 2030

          ฟิลิปปินส์ใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากที่สุด และรองลงมาเป็นก๊าซธรรมชาติ ฟิลิปปินส์มีแผนเพิ่มกำลังผลิต โดยยังคงมุ่งสำรวจหาแหล่งก๊าซธรรมชาติและถ่านหินในประเทศมาใช้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม แต่ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์มีแผนจะกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยตั้งเป้าว่าในปี 2030 จะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนถึง 3 เท่า โดยเน้นพลังงานน้ำและพลังงานความร้อนใต้พิภพ นอกจากนั้น ฟิลิปปินส์ยังจำเป็นต้องปรับปรุงและขยายระบบส่ง โดยเชื่อมสายส่งระหว่างเกาะต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้มากขึ้น พร้อมสนับสนุนและรณรงค์การประหยัดพลังงานควบคู่ด้วย

อินโดนีเซีย

20150827-A01-04

กราฟแสดงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย
ข้อมูลจาก ENERGY Secure Sustainable Together SUPPLY SECURITY Emergency Response of partner countries 2014 INDONESIA

          อินโดนีเซียมีลักษณะคล้ายกับฟิลิปปินส์ คือมีแหล่งเชื้อเพลิงในประเทศอยู่จำนวนมาก ทั้งถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ เป็นผลให้อินโดนีเซียใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากที่สุด และรองลงมาเป็นก๊าซธรรมชาติ อินโดนีเซียเป็นอีกประเทศที่ต้องเพิ่มกำลังผลิต ตามความต้องการที่มากขึ้นและเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีแผนการกระจายการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ทั้งถ่านหิน ก๊าซ ความร้อนใต้พิภพ น้ำ และลดการใช้น้ำมัน การที่อินโดนีเซียมีแหล่งเชื้อเพลิงอยู่มาก จึงมุ่งเน้นใช้เชื้อเพลิงที่อยู่ในประเทศก่อน โดยเฉพาะถ่านหิน โดยนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นหม้อไอน้ำแบบ Supercritical และ Ultra-Supercritical แต่จะลดสัดส่วนการใช้ก๊าซลง เนื่องจากปริมาณก๊าซที่มีอยู่เริ่มลดน้อยลงเหมือนกับมาเลเซีย อย่างไรก็ตามยังคงมีแผนสำรวจแหล่งก๊าซใต้ทะเลลึกทางฝั่งตะวันออกของประเทศอยู่ ขณะเดียวกันเพื่อสร้างสมดุลก็มีแผนเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 19 ในปี 2020 เน้นพัฒนาพลังงานน้ำและพลังงานความร้อนใต้พิภพเช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ ทั้งนี้อินโดนีเซียยังมีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่มีศักยภาพอยู่มาก แต่ยังไม่ได้มีการพัฒนา ขณะที่พลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆไม่ได้มีศักยภาพมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ได้ อินโดนีเซียยังมุ่งพัฒนาโครงสร้างระบบส่งเช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ด้วย

เวียดนาม

20150827-A01-05

กราฟแสดงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของเวียดนาม และการคาดการณ์ในอนาคต
ข้อมูลจาก http://www.eia.gov/todayinenergy/detail.cfm?id=22332

          เวียดนามใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงที่สุด โดยนำเข้ามาจากต่างประเทศ รองลงมาเป็นพลังงานน้ำ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเวียดนามยังพอมีแหล่งก๊าซธรรมชาติให้สำรวจเพิ่มเติมอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอาจจะต้องมีการนำเข้าเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ เวียดนามเป็นอีกประเทศที่จำเป็นต้องเพิ่มกำลังผลิตในปริมาณมากเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นการเพิ่มกำลังผลิตจากถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งนี้เวียดนามมีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทั้งมีแผนจะพัฒนาฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งแห่งแรกในเอเชียด้วย

สิงคโปร์

20150827-A01-06

กราฟแสดงสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของสิงคโปร์ในปี 2014
ข้อมูลจาก https://www.ema.gov.sg/statistic.aspx?sta_sid=20140731MocHHXHqVG5M

          สิงคโปร์ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าเป็นสัดส่วนที่สูงมากมาโดยตลอด โดยในอดีตสิงคโปร์ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยส่งผ่านมาทางท่อส่งก๊าซเท่านั้น แต่เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น และลดการพึ่งพาแหล่งก๊าซจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในปี 2013 สิงคโปร์จึงได้สร้างสถานีรับ-จ่าย LNG แล้วเสร็จ ส่งผลให้สามารถกระจายแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากหลายๆประเทศมากขึ้น ในอนาคต สิงคโปร์มีแผนจะซื้อไฟฟ้าจากหลายๆประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน พลังความร้อนใต้พิภพ พลังน้ำ โดยใช้โครงข่ายระบบส่งที่จะเชื่อมต่อกันในภูมิภาค หรือ ASEAN Power Grid นอกจากนั้นรัฐบาลสิงคโปร์ยังลงทุนเพื่อพัฒนาการผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ และการวิจัยเพื่อหาความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งสิงคโปร์พยายามรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการกระจายแหล่งนำเข้าเชื้อเพลิง และพลังงานไฟฟ้าจากหลายๆประเทศ

         จะเห็นได้ว่าเพื่อนบ้านเราในอาเซียน ล้วนต้องรับมือกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ประเทศต่างๆต้องพึ่งพาอยู่ทั้งในปัจจุบัน รวมถึงในอนาคต ซึ่งจะเห็นได้จากแผนพลังงานและการคาดการณ์สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของแต่ละประเทศ ทั้งถ่านหินและก๊าซธรรมชาติจะยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ แต่ขณะเดียวกันทุกประเทศมีแผนในการจัดการกับความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเน้นการกระจายการใช้เชื้อเพลิงให้หลากหลาย และให้เกิดความสมดุล โดยมีความพยายามเพิ่มกำลังผลิต แสวงหาแหล่งพลังงานทดแทนอื่นๆ ทั้งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงแผนซื้อไฟฟ้าจากประเทศในภูมิภาคด้วย

โดย : สุภร เหลืองกำจร