20150929-A01-00

          การรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ถือว่าเป็นการรวมกันของประเทศที่มีความหลากหลาย ทั้งทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และทรัพยากร บางประเทศเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ และบรูไน หลายประเทศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และบางประเทศกำลังฟื้นตัวจากภาวะประเทศยากจน

          ในด้านการพัฒนาไฟฟ้า ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ในปี 2011 ระบุว่า ประเทศกัมพูชา มีประชากรที่เข้าถึงระบบไฟฟ้าราวร้อยละ 31 พม่าร้อยละ 49 และลาวร้อยละ 63 ส่วนประเทศที่เป็นเกาะอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบส่งไฟฟ้าได้ร้อยละ 70 และยังไม่มีสายส่งเชื่อมระหว่างเกาะใหญ่ ทำให้มีประชากรอาเซียนกว่า 130 ล้านคน จากราว 600 ล้านคน ยังเข้าไม่ถึงระบบไฟฟ้า

20150929-A01-01

กำลังผลิตติดตั้งของประเทศอาเซียนและกำลังผลิตต่อหัวประชากร 1 ล้านคน
(หน่วย:กิกะวัตต์)

ที่มา : http://www.bangkokpost.com

          ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น บรูไนและมาเลเซีย เป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมัน อินโดนีเซียส่งออกถ่านหิน ขณะที่เวียดนาม ในอดีตเคยเป็นผู้ส่งออกถ่านหิน แต่ปัจจุบันเริ่มนำเข้า ประเทศบรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเมียนมาร์ เป็นประเทศที่ส่งออกก๊าซธรรมชาติ ส่วนประเทศไทย มีลิกไนต์อยู่ไม่มากนัก นำมาผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนร้อยละ 8 และใช้ก๊าซธรรมชาติจากในและประเทศเพื่อนบ้านเป็นพลังงานหลัก แต่ปัจจุบันแหล่งก๊าซในประเทศลดลง ในอนาคตต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประเทศเมียนมาร์ ลาว และเวียดนามตอนเหนือมีแหล่งพลังน้ำมาก ขณะที่สิงคโปร์ในปี 2014 ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าเป็นหลักถึงร้อยละ 95 จึงไม่น่าแปลกใจว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตราค่าไฟฟ้าแพงที่สุดในอาเซียน ส่วนไทยอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราค่าไฟฟ้าค่อนข้างถูก

20150929-A01-02

ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยภาคครัวเรือนของประเทศอาเซียน

ที่มา Electricity Tariff for ASEAN: Domestic Consumer (as of May 2014), Beni Suryadi ,Energy Policy and Planning Analyst,ASEAN Centre for Energy

          การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนในหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การเติบโตทางพลังงานเพิ่มขึ้นสูงเฉลี่ยร้อยละ 5 – 6 การวางแผนพลังงานจึงเป็นสิ่งท้าทายของอาเซียน IEA คาดว่า ความต้องการไฟฟ้าใน 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว จาก 179,000 เมกะวัตต์ในปี 2011 เป็น 460,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและประชากรอาเซียนที่จะเพิ่มเป็น 750 ล้านคนในปี 2035

          โดยในอนาคต 15 – 20 ปี เชื้อเพลิงฟอสซิล จะยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของอาเซียน IEA คาดว่า ในปี 2030 การใช้ก๊าซธรรมชาติจะเริ่มลดลงจากร้อยละ 44 ในปัจจุบัน เหลือร้อยละ 28 ด้านพลังงานนิวเคลียร์ยังไม่มีแผนที่ชัดเจน ยกเว้นประเทศเวียดนาม ส่วนพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 20 ขณะที่สัดส่วนการใช้ถ่านหินจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 49 ซึ่ง 3 ใน 4 ของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ก่อสร้างในอาเซียนในปี 2013 ใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ถ่านหินในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 42 จะเพิ่มเป็นร้อยละ 52 ในปี 2030 ส่วนอินโดนีเซียใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าร้อยละ 52 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 66 ในปี 2022 ฟิลิปปินส์ใช้ถ่านหินร้อยละ 42 จะเพิ่มเป็นร้อยละ 56 ในปี 2035 ขณะที่ในแผนพัฒนาพลังงาน ของประเทศไทยหรือ PDP 2015 มีแผนใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนร้อยละ 20 – 25 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนการใช้ถ่านหิน ร้อยละ 18 ซึ่งจากการวิเคราะห์ของ IEA ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากราคาก๊าซธรรมชาติในอาเซียนที่สูงและมีความผันผวนมากกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่บางประเทศ เช่น มาเลเซียมองว่า ก๊าซธรรมชาติมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าที่จะนำมาผลิตไฟฟ้า ทำให้การใช้ถ่านหินจึงเป็นกลยุทธ์ทางพลังงานของอาเซียน

20150929-A01-03

          อย่างไรก็ตาม ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่ปลดปล่อย CO2 มากที่สุดเช่นกัน จึงนับเป็นอีกความท้าทายที่ประเทศอาเซียนมีความรับผิดชอบร่วมกับประชาคมโลกในการกำหนดเป้าหมายลด CO2 ซึ่งแนวทางการดำเนินงานประกอบด้วยหลายรูปแบบ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ที่ใช้หม้อต้มไอน้ำความร้อนและแรงดันสูงแบบ Ultra Super Critical และ Super Critical ทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่ใช้เทคโนโลยีแบบ Sub Critical ซึ่งช่วยลด CO2 ลงร้อยละ 33 พร้อมๆ กับการเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งในปี 2015 ประเทศอาเซียนสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8 พร้อมตั้งเป้าลดการใช้พลังงานให้ได้ร้อยละ 45 ในปี 2035 (เมื่อเทียบกับปี 2005) หลายๆประเทศตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 ในการผลิตไฟฟ้าให้ได้ภายในปี 2020 เช่น อินโดนีเซียตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 26 มาเลเซียร้อยละ 40 ฟิลิปปินส์ร้อยละ 20 สิงคโปร์ร้อยละ16 และไทยร้อยละ 37 ในปี 2036 เป็นต้น

ที่มาข้อมูล

Republic of The Philippines, Department of Energy https://www.doe.gov.ph/
http://www.powermag.com/southeast-asias-energy-juggernaut/
https://www.iea.org/publications/freepublications/publication/ESS_Indonesia_2014.pdf
http://www.eia.gov/todayinenergy/detail.cfm?id=22332
Malaysia Energy Mix and Outlook By. Dato' Dr Nadzri Yahaya. Deputy Secretary General (Energy). 18th September 2014, Kuala Lumpur