20151014-A01-00

          จากปัญหาหมอกควันไฟป่าครั้งใหญ่ที่อินโดนีเซีย และปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือของไทยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า หมอกควันเป็นปัญหาระดับชาติ ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันป้องกันแก้ไข

          ฝุ่นควันขนาดเล็กเหล่านี้ มิได้มีผลต่อทัศนวิสัยการมอง และเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรทั้งทางน้ำ พื้นดิน และอากาศเท่านั้น ฝุ่นควันขนาดเล็ก ที่สามารถลอยข้ามประเทศมากว่า 200 กิโลเมตร ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตและสุขภาพอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง เนื่องจากสามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบทางเดินหายใจ และอาจเป็นสาเหตุโรคทางเดินหายใจต่างๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ที่แพ้ฝุ่นละออง

20151014-A01-01

การติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศ ณ ศาลากลางจังหวัดกระบี่ เพื่อเฝ้าระวัง ในช่วงสถานการณ์หมอกควันไฟป่าจากประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างเดือนตุลาคม 2558

20151014-A01-02

          ฝุ่นควันมิได้มาจากไฟป่าเท่านั้น หากยังมาจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การทำเกษตรกรรม การคมนาคมขนส่ง การก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งโรงไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ฝุ่นควันเหล่านี้ สามารถควบคุมได้ ซึ่งประเทศต่างๆ ได้กำหนดมาตรฐานที่ปลอดภัย รวมทั้งมาตรการเฝ้าระวัง ทำให้แนวโน้มของปริมาณฝุ่นในพื้นที่ที่มีการควบคุมมีแนวโน้มฝุ่นควันลดลง เช่น การห้ามเผาวัชพืช การปิดคลุมพื้นที่ก่อสร้าง การกำหนดมาตรฐานไอเสียรถยนต์ รวมทั้ง การใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพกำจัดมลภาวะภายในโรงไฟฟ้า

          มาตรฐานที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ(Air Quality Index – AQI) จะใช้ผลการตรวจวัดค่ามลภาวะอากาศต่างๆ มาคำนวณ ซึ่งมีทั้งค่าฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ สำหรับด้านฝุ่นละอองจะมีการตรวจวัด 3 ระดับ คือ
1. ฝุ่นรวม(Total Suspended Particulate –TSP) ที่รวมถึงฝุ่นขนาดไม่เกิน 100 ไมครอน หรือ PM100 (1ไมครอน เท่ากับ = 1/1,000 มิลลิเมตร)
2. ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอนหรือ PM10 (10 ไมครอน = 1 ใน 7 ของเส้นผม)
3. ฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ซึ่งในยุโรปและอเมริกาจะมีการกำหนดมาตรฐานฝุ่นทั้ง 3 ชนิด แต่สำหรับประเทศไทยปัจจุบันมีมาตรฐานเฉพาะฝุ่นรวม เฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และฝุ่นละอองขนาดเล็ก เฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานในระดับเดียวกับสากล สำหรับ PM2.5 กรมควบคุมมลพิษอยู่ระหว่างการกำหนดมาตรฐานเพื่อควบคุมฝุ่นจากแหล่งกำเนิดต่อไป

20151014-A01-03

20151014-A01-04

ที่มา กรมควบคุมมลพิษ

          สำหรับพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่มีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทุกแห่ง ทั้งก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และถ่านหิน จึงต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์ดักจับอนุภาคต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่เครื่องดักฝุ่น(Electrostatic Precipitator : ESP) ที่มีประสิทธิภาพในการดักฝุ่นร้อยละ 98.5 – 99.7 เครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์(Flue Gas Desulfurization : FGD) และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน(Selective Catalytic Reduction :SCR) ซึ่งทำให้สามารถควบคุมมลภาวะทางอากาศ ตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ผลการตรวจอนุภาคต่างๆ รวมทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก รอบบริเวณพื้นที่โรงไฟฟ้าและในรัศมีไม่น้อยกว่า 5 กิโลเมตร อยู่ในเกณฑ์คุณภาพอากาศที่ดี อย่างไรก็ตาม จากผลการเฝ้าระวังพบว่า ปัจจัยภายนอก เช่น การเผาป่า วัชพืช การคมนาคม ยังเป็นปัจจัยหลักต่อปัญหาคุณภาพอากาศในบางฤดูกาล ซึ่งต้องมีมาตรป้องกันอย่างต่อเนื่อง

20151014-A01-05

ที่มารูปภาพ www.powermag.com

          หลักการทำงานของ Electrostatic Precipitator คือ การดักจับฝุ่นด้วยการใช้ไฟฟ้าสถิตดักจับเถ้าลอย โดยให้ฝุ่นละอองมีประจุไฟฟ้าขั้วหนึ่ง และถังเก็บฝุ่นละอองมีประจุไฟฟ้าอีกขั้วหนึ่ง

20151014-A01-06

20151014-A01-07

          การดูแลคุณภาพอากาศ ต้องอาศัยความร่วมมือและความตระหนักถึงผลกระทบของทุกฝ่ายอย่างจริงจัง โดยที่โรงไฟฟ้าถือเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ในการสนับสนุนเครื่องมือตรวจวัดที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนบุคลากรที่มีความชำนาญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ชุมชน และเฝ้าระวังปัจจัยต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ ซึ่งหมายถึงคุณภาพชีวิตของทุกคนในชุมชน ไม่ว่ามลภาวะนั้นจะมีสาเหตุจากโรงไฟฟ้าหรือไม่ก็ตาม

20151014-A01-08

20151014-A01-09

กฟผ. แจกหน้ากากอนามัยให้แก่เด็กนักเรียนจังหวัดกระบี่