เดนมาร์กประเทศแรกในโลกประกาศใช้พลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ในปี 2050 น่าสนใจว่า เดนมาร์กจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร เส้นทางและบริบททางพลังงานของเดนมาร์กเป็นอย่างไร

denmark1

    เดนมาร์กประเทศยุโรปเหนือหรือสแกนดิเนเวียน นอกจากเป็นดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในโลกที่ประกาศใช้พลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่เฉพาะในการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ในทุกภาคการผลิตภายในปี 2050 ปัจจุบันเดนมาร์กมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตพลังงานไฟฟ้าถึงร้อยละ 40 ก้าวต่อไป คือการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าเป็นร้อยละ 50 ในปี 2020 และร้อยละ 75 ในปี 2025 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า พร้อมกับจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดลงในปี 2030

    อะไรคือปัจจัยและเงื่อนไขของเดนมาร์ก ต่อความพยายามที่ท้าทายนี้

    1. เดนมาร์กเป็นประเทศแถบยุโรปเหนือหรือสแกนดิเนเวีย มีประชากรเบาบางเพียง 5.6 ล้านคน ระบบไฟฟ้ามีกำลังผลิตติดตั้งรวม 12,230 เมกะวัตต์ และกำลังไฟฟ้าจากระบบสายส่งระหว่างประเทศอีกประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของเดนมาร์กในปี 2014 มีทั้งสิ้น 6,039 เมกะวัตต์ กำลังผลิตติดตั้งประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังความร้อนส่วนใหญ่ใช้ถ่านหินและโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าร่วมกับไอน้ำ (CHP) ใช้ขยะและชีวมวลเป็นเชื้อเพลิง 6,730 เมกะวัตต์ กังหันลม 4,900 เมกะวัตต์ โซล่าเซลล์ประมาณ 600 เมกะวัตต์ กังหันลมจำนวนมากซึ่งมีกว่า 5,000 ตัว สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปี 2014 ได้ถึงร้อยละ 40 ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในโลก

    การที่ประเทศเดนมาร์กมีกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งภายในและนอกมากพอ หรือมากกว่าความต้องการไฟฟ้าราว 3 เท่าตัว เป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งของการใช้พลังงานหมุนเวียนในปริมาณมาก แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยการลงทุนโรงไฟฟ้าปริมาณมากก็ตาม

denmark2

    ที่มา : บริษัทระบบส่งไฟฟ้าแห่งชาติ Energinet.dk

    2. อีกปัจจัยสำคัญหนึ่ง คือ ระบบส่งของเดนมาร์ก เชื่อมโยงกับประเทศในสแกนดิเนเวีย (Nordic power pool) และยุโรป (Interconnections) เช่น เยอรมัน และกำลังจะเชื่อมโยงกับเนเธอร์แลนด์ และอีกหลายประเทศในยุโรปใต้ เพื่อถ่ายเทพลังงานจากโรงไฟฟ้าต่างๆ รวมทั้งพลังน้ำและเซลล์แสงอาทิตย์ เปรียบเสมือนแบตเตอรี่หรือไฟฟ้าสำรองของประเทศ ในบางวันที่มีลมแรง เช่น เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2558 กำลังผลิตจากกังหันลมมากกว่าความต้องการไฟฟ้าในประเทศทำสถิติไว้ถึงร้อยละ 140 ต้องส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านถึง 1,030 เมกะวัตต์ ในทางกลับกันในวันที่ไม่มีลมเลยหรือมีสัดส่วนเป็น 0 ต้องรับไฟฟ้าจากเยอรมัน ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหิน (ร้อยละ 43) จากสวีเดนที่ส่วนใหญ่ผลิตด้วยนิวเคลียร์ (ร้อยละ 33) และนอร์เวย์ ซึ่งผลิตจากพลังน้ำเป็นหลัก (ร้อยละ 96) เมื่อหักลบแล้วในปี 2014 เดนมาร์กนำเข้าพลังงานไฟฟ้าสุทธิจากเพื่อนบ้านราวร้อยละ 9

denmark3

 

ภาพแสดงสายส่งของเดนมาร์คที่เชื่อมโยงกับนอร์เวย์ สวีเดน และเยอรมนี ช่วยให้เดนมาร์คสามารถนำเข้าไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 8,670 เมกะวัตต์ (จากสวีเดน 3,740 เมกะวัตต์ นอร์เวย์ 1,050 เมกะวัตต์ เยอรมนี 3,880 เมกะวัตต์) มาใช้

 

http://web.ornl.gov/sci/ees/etsd/btric/usnt/countryReports/DENMARK.pdfdenmark4

 

 

    ในปี 2014 วันที่ลมแรงที่สุด คือ เมื่อวันที่ 19 มกราคม ผลิตไฟฟ้ามากถึงร้อยละ 132 ของการใช้พลังงาน และวันที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากลมได้เลยหรือมีสัดส่วนเป็น 0 คือ เมื่อวันที่ 29 กันยายน เวลา 17.00-18.00 น.

  

     3. ค่าไฟฟ้าของเดนมาร์กสูงที่สุดเมื่อเทียบกับยุโรปและอเมริกา ราคาประมาณ 40 เซ็นต์ หรือ 14 บาทต่อหน่วย มากกว่าครึ่งของอัตราค่าไฟฟ้าภาษี และการสนับสนุนพลังงานทดแทนและ Vat

 

denmark5

denmark7

    ค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยของเดนมาร์กเริ่มทะยานขึ้นตั้งแต่ปี 2001 ถึงปี 2013 คิดเป็นร้อยละ 83 สูงกว่าการปรับตัวของดัชนีราคาสินค้าอื่นๆ ในช่วงดังกล่าว ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 สาเหตุสำคัญ มาจากนโยบายของรัฐในการการอุดหนุนพลังงานลม (ในรูปของ PSO - Public Service Obligations Tariff) ภาษีพลังงาน (Tax & Vat) ที่ส่งเข้ารัฐเพื่อนำไปใช้ดูแลระบบ จัดการเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน การประหยัดพลังงาน  รวมทั้งการลงทุนระบบส่งตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา

    4. จากการที่เดนมาร์กมีค่าไฟฟ้าสูงที่สุดในโลก ทำให้การติดแผงโซล่าเชลล์บนหลังคาไว้ใช้เองมีความคุ้มค่า ส่วนที่เหลือขายให้ระบบส่งไฟฟ้าในระบบ Net Metering (แตกต่างจากประเทศไทย ผู้ที่ติดเซลล์แสงอาทิตย์เกือบทั้งหมดจะไม่ผลิตใช้เอง แต่จะขายไฟฟ้าเข้าระบบทั้งหมด เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ สูงกว่าราคาค่าไฟฟ้าขายปลีกมากกว่าร้อยละ 50) การติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์หรือ Solar roof top มียอดเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดทุกปี ปัจจุบัน คิดเป็นร้อยละ 2 ของการใช้พลังงานของประเทศ โดยมีแรงจูงใจเป็นเงินอุดหนุนที่รัฐจ่ายให้กับผู้ผลิต เป็นผลให้ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ความต้องการไฟฟ้าจากระบบของเดนมาร์กลดลงเฉลี่ยร้อยละ 1 ต่อปี อย่างไรก็ตาม ในช่วงหน้าหนาวซึ่งเป็นช่วง Peak การผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ลดลงมาก ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องพึ่งพาจากระบบมากขึ้น คาดว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ความต้องการไฟฟ้าในอนาคตจะยังเพิ่มขึ้นต่อไปราวร้อยละ 1.7 ต่อปี

    5. แม้การลงทุนกังหันลมจะค่อนข้างสูง แต่เดนมาร์กได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลทั้งการค้นคว้าวิจัยและประกันรายได้ ทำให้มีข้อได้เปรียบทั้งเรื่องเทคโนโลยีและต้นทุนการผลิต ปัจจุบันเดนมาร์กเป็นผู้นำเทคโนโลยีกังหันลมในทะเลของโลก ร้อยละ 90 ของกังหันลมในทะเลที่ติดตั้งอยู่ทั่วโลกผลิตจากเดนมาร์ก โดยมีบริษัทข้ามชาติชั้นนำของโลก เช่น Vestas และ Siemens ตั้งโรงงานในเดนมาร์กเป็นฐานการผลิตด้วย

    พลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ อาจมีความเป็นไปได้ สำหรับประเทศที่มีระบบสายส่งที่มั่นคงเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน แม้ว่าจะไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า ในระยะยาวว่าจะมีความมั่นคงมากน้อยเพียงใด หากประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่พึ่งพาได้น้อยลงในสัดส่วนที่สูงเช่นเดียวกับเดนมาร์ก รวมทั้งประชาชนต้องสามารถรับภาระค่าไฟฟ้าสูงได้ ซึ่งมาจากการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนและการลงทุนระบบส่งที่สูงมาก ระยะเวลาที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2050 หรืออีก 35 ปี กว่าที่จะไปถึงจุดนั้น สะท้อนว่า เป็นงานยากและสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่จะให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นความพยายามที่น่าชื่นชม ที่ทุกประเทศต่างก็มุ่งพัฒนาพลังงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนในบริบทที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ