info16 2e

     แผนพลังงานระยะยาวของญี่ปุ่นที่เรียกว่า 3E+S จัดทำโดย กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เมื่อกลางปี 2015 มีเป้าหมายมุ่งสู่การสร้างสมดุลทางพลังงานในปี 2030

    ความวิตกด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ ในปี 2011 ส่งผลให้ญี่ปุ่นปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 54 โรง ซึ่งเดิมเคยผลิตไฟฟ้าได้ร้อยละ 30 และหันไปพึ่งการนำเข้าถ่านหินและก๊าซ LNG ทดแทน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนจ่ายค่าไฟสูงขึ้นร้อยละ 20 และภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 30

    สมดุลทางพลังงาน หรือ 3E+S มาจากตัวอักษรตัวแรกของ ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Efficiency) และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Conservation) ส่วน S คือ ความปลอดภัย (Safety)

safety 261258

    แผนพลังงาน 3E+S เกิดขึ้นเพราะญี่ปุ่นต้องการกลับมาพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานให้ได้อีกครั้ง พร้อมกับลดราคาค่าไฟฟ้าลงเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดเพิ่มขึ้น ตามแผนพลังงานฉบับนี้ ญี่ปุ่นจะใช้มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมกับเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์

    การดำเนินงานตามแผนพลังงานของญี่ปุ่นยังต้องคำนึงถึงความสมดุลด้วย เนื่องจาก หากญี่ปุ่นเพิ่มการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนได้ ก็จะสามารถลดการปล่อย CO2 และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาพลังงานในประเทศได้ แต่หากต้องการให้ค่าไฟฟ้ามีราคาถูก ญี่ปุ่นจำเป็นต้องควบคุมปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งมีต้นทุนสูง และเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาถูก ขณะเดียวกัน หากต้องการความมั่นคงญี่ปุ่นจะต้องนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลับมาอีกครั้ง เพื่อลดการปล่อย CO2 และลดค่าไฟฟ้าได้ด้วย

    ตามแผนพลังงานฉบับใหม่นี้ ในปี 2030 ญี่ปุ่นจะผลิตฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 22-24 ประกอบด้วยพลังงานน้ำมากที่สุดร้อยละ 8.8-9 ตามมาด้วยแสงอาทิตย์ร้อยละ 7 และชีวมวลร้อยละ 3.7-4.6 พลังงานนิวเคลียร์ร้อยละ 20-22 ก๊าซ LNG ร้อยละ 27 ถ่านหินร้อยละ 26 และน้ำมันร้อยละ 3

japan-electricity 251258

    กราฟแสดงคาดการณ์การใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่นในปี 2030

    ญี่ปุ่นคาดว่าจะนำพลังงานน้ำ ชีวมวล และพลังงานความร้อนใต้พิภพ มาทดแทนการใช้พลังงานนิวเคลียร์ และนำพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งผลิตไฟฟ้าได้ไม่ตลอดเวลา มาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลเพียงส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะแสงอาทิตย์หรือลม มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับภาระของผู้ใช้ไฟฟ้า ภายใต้มาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของรัฐ (FIT program) ซึ่งในปี 2013 ญี่ปุ่นมีต้นทุนเชื้อเพลิง 9 ล้านล้านเยน และค่า FIT 0.5 ล้านล้านเยน เปรียบเทียบกับปี 2030 ที่คาดว่าต้นทุนค่าเชื้อเพลิงจะลดลงเหลือ 5.5 ล้านล้านเยน แต่ต้นทุน FIT จะเพิ่มเป็น 4.0 ล้านล้านเยน

    ตามแผนแล้ว ญี่ปุ่นจะเลือกใช้พลังงานน้ำ ชีวมวล และความร้อนใต้พิภพ ก่อนพลังงานแสงอาทิตย์และลม และเลือกใช้แสงอาทิตย์เป็นลำดับสุดท้าย เพราะมีค่า FIT สูงที่สุด

japan2030 renewable_251258

    ตารางแสดงการใช้พลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ ผลิตไฟฟ้าในปี 2030 และค่า FIT ของพลังงานแต่ละประเภท

    ในแผนพลังงานดังกล่าว มีประเด็นในเรื่องพลังงานหมุนเวียน ที่มีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่เห็นว่าควรจะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้สูงกว่าร้อยละ 22-24 เช่น Japan Renewable Energy Foundation (JREF) ที่เชื่อว่าน่าจะสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 45 ขณะที่ Japan Federation of Bar Associations (JFBA) กล่าวว่าไม่ควรนำพลังงานนิวเคลียร์กลับมาใช้ และควรเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เพื่อความปลอดภัยและลดการปล่อย CO2

    อย่างไรก็ตาม สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japan Chamber of Commerce and Industry) เห็นว่าจำเป็นต้องลดค่าไฟฟ้า เพื่อขจัดอุปสรรคในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่นโยบาย FIT ซึ่งส่งเสริมให้มีกำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมาก มากกว่าจะให้มีการกระจายการใช้พลังงานหมุนเวียนให้หลากหลาย เป็นผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องรับภาระจ่ายค่าไฟสูงขึ้น จึงเห็นว่าญี่ปุ่นต้องจำกัดการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ และขนาดของระบบ พร้อมกับลดค่า FIT ของพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย

    ผู้แปล: สุภร เหลืองกำจร

    แปลและเรียบเรียงจาก http://www.renewableenergyworld.com/articles/2015/07/japans-long-term-energy-plan-shoots-for-ultimate-balance-in-economics-environment-and-safety.html