มีหลายคนตั้งคำถามว่าสิ่งที่กรีนพีซพูดเป็นเรื่องจริงหรือไม่ การเคลื่อนไหวของกรีนพีซหลายๆ ครั้งดูผิดปกติ แต่พวกเขาถนัดในการสร้างอารมณ์ และความน่าเห็นใจให้ผู้อื่นคล้อยตาม การเคลื่อนไหวของพวกเขาเน้น“ดราม่า” เกินจริง มีการปลุกระดมก่อม็อบ แต่เราควรจะคุยกันด้วยข้อเท็จจริง

20160114 A01 02

          ที่กรีนพีซระบุว่ามีประชาชนกว่า 360 คนเสียชีวิตเพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินระยองในทุกๆ ปี พวกเขาโกหกหรือเปล่า การนำเสนอของกรีนพีซไม่ได้มีหลักฐานหรือแหล่งอ้างอิงใดๆ จากงานวิจัยของผม พบว่าในปี 2546 ผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วประเทศที่เป็นโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคระบบทางเดินหายใจมีสัดส่วนร้อยละ 20 และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 21 ในปี 2556 ขณะที่เฉพาะในจังหวัดระยอง ในปี 2546 ผู้ป่วยโรคดังกล่าวมีเพียงแค่ร้อยละ 18 และลดลงเล็กน้อยเป็นร้อยละ 17 ในปี 2556

          ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2557 จังหวัดระยองมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคระบบทางเดินหายใจเป็นสัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ 31 ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 35 จากการลงพื้นที่สำรวจผู้อยู่อาศัยที่มาบตาพุดในปี 2555 มีผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุจากมลภาวะทุกรูปแบบเพียงแค่ 8 คน จึงนับว่ากรีนพีซเสนอตัวเลขเกินจริง

          ในภาพโฆษณาชวนเชื่อของกรีนพีซ มีการระบุว่า ถ่านหินจะไร้อนาคต แต่จากการศึกษาเชิงสหศาสตร์โดย สถาบัน MIT - Massachusetts Institute of Technology ได้ยืนยันถึงอนาคตที่สดใสของถ่านหิน การใช้ถ่านหินจะเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะใช้สมมติฐานใดในการคาดการณ์ก็ตาม ด้วยเหตุผลว่าถ่านหินมีราคาถูกและยังมีปริมาณอุดมสมบูรณ์ ทุกวันนี้ เราใช้ถ่านหินบิทูมินัสแทนที่ลิกไนต์ จึงคาดว่าในอนาคตมลภาวะจะยิ่งลดน้อยลง

          โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย และจากประเทศไทย ไกลลงไปทางใต้ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 4 โรง ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย คือ โรงไฟฟ้า Manjung ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับรีสอร์ทหรูและแหล่งชุมชน และยังอยู่ติดทะเล ห่างจากกระบี่ไป 455 กิโลเมตร โรงไฟฟ้า Jimah ก็ตั้งอยู่ใกล้ชุมชนเมือง และมีรีสอร์ทและโรงแรมหรูหรามากมายตั้งอยู่ใกล้เคียงเช่นกัน

          ยกตัวอย่างเช่น Avani Sepang Gold Coast Resort ห่างจากโรงไฟฟ้า Jimah ไปไม่กี่กิโลเมตร แต่ไม่พบปัญหาเรื่องมลภาวะ แขกที่มาพักที่โรงแรมไม่เคยให้ความเห็นหรือบ่นถึงเรื่องสถานที่ตั้งอยู่ใกล้โรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้า Jimah อยู่ติดทะเล แต่โรงไฟฟ้ากระบี่อยู่ไกลจากทะเลไปอีกเป็น 10 กิโลเมตร ในปี 2552 ประชาชนเคยกังวลเรื่องมีโรงไฟฟ้ามาตั้งอยู่ในพื้นที่ แต่ตอนนี้มั่นใจในความปลอดภัยของโรงไฟฟ้ากระบี่ และยิ่งใช้ถ่านหินบิทูมินัสประกอบกับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ยิ่งรับรองความปลอดภัยกับสาธารณชนได้ยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคัดค้านถ่านหินอีกต่อไป

          โรงไฟฟ้าที่ 3 คือ โรงไฟฟ้า KPAR ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ประมาณ 56 กิโลเมตร หากโรงไฟฟ้าโรงนี้ไม่ปลอดภัย ก็คงไม่สามารถตั้งอยู่ตรงนั้นได้ โรงที่ 4 คือโรงไฟฟ้า Tanjung Bin ที่อยู่ห่างจากสิงคโปร์ไป 9 กิโลเมตร ตัวโรงไฟฟ้าและท่าเรือขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ชุ่มน้ำ แต่คนไทยยังคงถูกหลอกให้เชื่อว่าพื้นที่ชุ่มน้ำคือที่ที่แตะต้องไม่ได้

          ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศสิงคโปร์เองก็มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน หากเทคโนโลยีไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ สิงคโปร์และมาเลเซียคงไม่ยอมให้มีโรงไฟฟ้าชนิดนี้ตั้งอยู่

          ยังมีงานวิจัยโดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมาเลเซีย ซึ่งระบุว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ

          นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีความปลอดภัย ในประเทศอุตสาหกรรม คือโรงไฟฟ้า GKM Mannheim ในประเทศเยอรมนี ที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำไรน์ ล้อมรอบไปด้วยชุมชน หรือแม้กระทั่งในกัมพูชา ก็มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 โรงบนชายทะเลในเมือง Sihanoukville ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและแหล่งที่พักที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ

          ในกรณีของโรงไฟฟ้ากระบี่ ที่ผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2507-2538 โดยใช้ลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีคุณภาพต่ำกว่าบิทูมินัสมาก แต่ก็ยังมีรีสอร์ทหรูจำนวนมากมายผุดขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่มา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

          ตอนที่มีการถกเถียงผ่านทางรายการโทรทัศน์ ผู้อำนวยการกรีนพีซประเทศไทย ได้กล่าวว่า เอกสารต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินของกรีนพีซได้รับการลงชื่อสนับสนุนจากประชาชนมากกว่า 1,000 คน แต่ไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรใดๆ มายืนยัน เมื่อไม่ใช่ความจริง ดังนั้นจึงไม่ใช่เอกสารการวิจัย เป็นเพียงแค่โฆษณาชวนเชื่อที่ตีพิมพ์โดยกรีนพีซเท่านั้นเอง

          ตอนที่มีการถกเถียงผ่านทางรายการโทรทัศน์ ผู้อำนวยการกรีนพีซประเทศไทย ได้กล่าวว่า เอกสารต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินของกรีนพีซได้รับการลงชื่อสนับสนุนจากประชาชนมากกว่า 1,000 คน แต่ไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรใดๆ มายืนยัน เมื่อไม่ใช่ความจริง ดังนั้นจึงไม่ใช่เอกสารการวิจัย เป็นเพียงแค่โฆษณาชวนเชื่อที่ตีพิมพ์โดยกรีนพีซเท่านั้นเอง

          คนท้องถิ่นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในช่วงปี 2507-2538 ที่โรงไฟฟ้าใช้ลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง คนในท้องถิ่นยืนยันว่าไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้ากระบี่โรงใหม่นี้จะใช้ถ่านหินบิทูมินัส ซึ่งมีคุณภาพดีกว่า และหากจะมีมลภาวะใดๆ ก็จะมีน้อยกว่ามาก

          คำถามสุดท้ายที่อยากจะถามกรีนพีซคือเรื่องความโปร่งใส

          ในรายงานการเงินของกรีนพีซซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในรายงานประจำปี ระบุว่า “สามารถติดต่อขออ่านรายงานที่ได้รับการตรวจสอบฉบับเต็มกับแผนกงานสนับสนุนได้ที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.” ผมจึงได้เขียนติดต่อขอรายงานไปยังสำนักงานกรีนพีซทั้งที่ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ

          เหตุการณ์นี้ทำให้กรีนพีซดูไม่น่าเชื่อถือ และน่าสงสัยว่าจะมีวาระซ่อนเร้นใดๆ อยู่หรือไม่

          สรุปแล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากทั่วโลก พลังงานถ่านหินเป็นคำตอบให้กับประชาชนและสิ่งแวดล้อม เพราะมีความปลอดภัย ราคาถูก และมีปริมาณมาก อย่าให้ใครมาหลอกเราด้วยความกลัวและข้อมูลผิดๆ ได้

ดร. โสภณ พรโชคชัย เป็นอาจารย์สอนระดับบัณฑิตศึกษา นักวิจัย และที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ

ที่มา : Is Greenpeace being flexible with the truth?

http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/821108/is-greenpeace-being-flexible-with-the-truth

แปลและเรียบเรียง: สุภร เหลืองกำจร