คล้อยหลังเพียง 1 เดือน ที่โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งสุดท้ายในรัฐออสเตรเลียใต้ แดนจิงโจ้ ปิดตัวลงเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น จุดชนวนกระแสต่อต้านการอุดหนุนพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ขึ้นมาทันที

    “ไม่ควรมีการอุดหนุนการจ่ายเงินให้กับแหล่งพลังงานที่ไม่มั่นคง และไม่ต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นความล้มเหลวที่ชัดเจน” คริส แบ็ค วุฒิสมาชิกพรรคเสรีนิยมออสเตรเลีย กล่าว

    ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า ราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ย ในตลาดขายส่ง (Average Spot Price) ของออสเตรเลียใต้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 22.9 เซนต์ต่อหน่วย (5.95 บาทต่อหน่วย) ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งสูงกว่าระดับเดียวกันของช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 3 เท่า ขณะที่ ราคาค่าไฟฟ้าของครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 6-12

20160913 A1 04

ค่าไฟฟ้าขายส่งของรัฐออสเตรเลียใต้เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวในช่วงที่เกิดวิกฤติพลังงานในเดือน พ.ค. – ก.ค. 2559

    แม้ว่ารัฐบาลรัฐออสเตรเลียใต้ จะพยายามชี้แจงว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากปัจจัยเฉพาะ ได้แก่ การขาดแคลนพลังลมที่ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าน้อย อากาศที่หนาวเย็นซึ่งเพิ่มความต้องการไฟฟ้า การขาดแคลนก๊าซ และการชำรุดของระบบส่งที่เชื่อมกับรัฐวิคตอเรีย

    แต่นักวิเคราะห์ แย้งว่า ประเด็นราคาค่าไฟแพงในรัฐออสเตรเลียใต้ได้จุดชนวนคำถามถึงถึงความมั่นคงทางไฟฟ้า ที่มีพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นปริมาณคิดเป็นร้อยละ 40 ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งปริมาณดังกล่าวนั้นไม่สมดุลกับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐออสเตรเลียใต้ เมื่อเปรียบเทียบกับการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนของประเทศออสเตรเลียเมื่อรวมพลังน้ำแล้วอยู่ราวร้อยละ 13 เท่านั้น

20160913 a1 02

    โทนี วูด นักวิเคราะห์สถาบันคลังสมอง Grattan Institute กล่าวว่า การตัดสินใจของรัฐออสเตรเลียใต้ ที่ตั้งเป้าหมายให้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนร้อยละ 50 ภายในปี 2568 เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เมื่อยังมีความไม่ชัดเจนในการจัดการสัดส่วนของพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้น

20160913 a1 01

 

20160913 a1 03

    สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐออสเตรเลียใต้ในปี 2558 ภายหลังจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    และความขัดแย้งระหว่างพรรคแรงงาน พรรคเสรีนิยม และพรรคกรีนส์ เกี่ยวกับอัตราการจัดเก็บค่าคาร์บอน (Price on Carbon) อัตราการยกเลิกการใช้งานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน และข้อจำกัดระบบส่งระหว่างรัฐที่จำกัดของรัฐออสเตรเลียใต้ ได้สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุน

    ไฟแนนเชียลไทมส์ ยังได้ระบุในตอนท้ายของบทวิเคราะห์ว่า สิ่งที่รัฐออสเตรเลียใต้กำลังเผชิญในครั้งนี้ อาจจะเป็นบทเรียนให้กับประเทศต่างๆ ที่เร่งเพิ่มการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เพื่อที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการประชุมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปีที่แล้ว

    แปล และเรียบเรียง : ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

    ที่มา : http://www.ft.com/cms/s/0/fc6dad5c-639f-11e6-a08a-c7ac04ef00aa.html#axzz4K0X6ImCV