20161125-A01-01

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เคารพรักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงตรากตรำพระวรกายสร้างประโยชน์สุขให้กับแผ่นดินและทรงสั่งสอนแนะนำปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่ามาตลอด 70 ปี “คำสอนของพ่อ” ที่ได้พระราชทานไว้นับเป็นมรดกล้ำค่าของแผ่นดิน และมีความหมายต่อการดำเนินชีวิตของเหล่าพสกนิกรชาวไทยยิ่งนัก เช่นเดียวกับอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ต่างก็มีภาพแห่งความประทับใจที่ได้ถวายงานพระองค์ รวมทั้ง ได้น้อมนำสืบสานคำสอนของพ่อมาใช้ในชีวิตและการทำงานสร้างประโยชน์สุขให้กับตนเองและประเทศชาติ

คำสอนของพ่อ เป็นเครื่องชี้นำการทำงาน

20161125-A01-02

          “หากให้เล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีต่อ กฟผ. เรื่องที่น่าประทับใจที่สุดเรื่องหนึ่งคือ “เขื่อนภูมิพล” และนับว่าเป็นความโชคดีของผู้ว่าการที่ได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลโรงไฟฟ้าติดตั้งเครื่องจักรพลังน้ำขนาดใหญ่เครื่องแรกในประเทศไทย”

          คุณวีระวัฒน์ ชลายน อดีตผู้ว่าการ กฟผ. และวิศวกรในการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล เล่าด้วยน้ำเสียงและสายตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

20161125-A01-03

          คุณวีระวัฒน์ เล่าต่อว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล ในการคำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชน เพราะก่อนที่จะมีเขื่อนภูมิพลนั้น ในฤดูแล้ง น้ำแล้งอย่างมาก ชาวนาทำนาได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น ส่วนในฤดูฝนมีน้ำท่วมอย่างรุนแรง แต่เมื่อสร้างเขื่อนแล้วเสร็จชาวบ้านจึงได้รู้จักคำว่า “นาปรัง” เพราะสามารถปลูกข้าวนอกฤดูกาลได้ และมีน้ำใช้ตลอดปี

          ขณะกำลังก่อสร้างเขื่อนภูมิพล พระองค์เสด็จฯมาติดตามการก่อสร้าง รวมถึงเยี่ยมเยือนราษฎรบริเวณภาคเหนือหลายครั้ง ซึ่งการเดินทางไม่ได้สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ พระองค์ทรงให้ความสำคัญและสนพระราชหฤทัยในการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขื่อนแห่งนี้สามารถช่วยกักเก็บน้ำในฤดูฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง ช่วยป้องกันอุทกภัย ทั้งยังสร้างประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้า การเกษตร และการคมนาคม ซึ่งช่วยให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์พระราชทานพระปรมาภิไธยให้แก่เขื่อนแห่งนี้ว่า “เขื่อนภูมิพล” ในปี 2500 และต่อมาในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเขื่อน สร้างความปลื้มปิติให้แก่ชาว กฟผ. เป็นอย่างมาก

          “ในวันพิธีเปิดเขื่อนภูมิพล ผมไม่ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จ พระองค์ เพราะผมต้องทำหน้าที่อันสำคัญในการดูแลเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้เดินเครื่องไปได้ด้วยดี แต่ในวันนั้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องหนึ่งเกิดมีปัญหา แต่พวกผมก็คอยประคับประคองจนพิธีเปิดเขื่อนดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ซึ่งปัญหาเกิดจากต่างประเทศทำเครื่องมาไม่ดี พอพระองค์ท่านเสด็จฯ กลับ พวกเราก็รีบรื้อเครื่องมาซ่อมแซม”

          ถึงแม้ว่าในวันนั้นคุณวีระวัฒน์จะไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่ท่านก็บอกว่า ท่านสุขใจและภูมิใจเป็นที่สุดที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำตามพระราชปณิธานของพระองค์ในการสร้างประโยชน์สุขเพื่อประชาชน และเขื่อนภูมิพลในวันนี้ยังคงเป็นเขื่อนใหญ่ที่สง่างาม และสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาวไทยอย่างเอนกอนันต์

          “ตลอดระยะเวลาการทำงาน ผู้ว่าการไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะผู้ว่าการมีเงาที่อยู่เคียงข้างมาโดยตลอด เงานั้นคือคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยผู้ว่าการได้ยึดเอาคำสอนต่าง ๆ ของพระองค์เป็นเครื่องชี้นำการทำงาน เพราะเมื่อเรามีหลักที่ดีในการทำงานแล้ว ไม่ว่าจะทำงานใดย่อมประสบผลสำเร็จ” คุณวีระวัฒน์ กล่าวทิ้งท้า

ตามรอยพ่อ เศรษฐกิจพอเพียง

20161125-A01-04

          ภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ฉายพระรูปร่วมกับพนักงาน กฟผ. ในโอกาสเสด็จฯ เปิดเขื่อนบางลาง นับเป็นภาพแห่งความประทับใจที่อยู่ในความทรงจำมิรู้ลืม ของ น.ส.เบญจวรรณ ตาทฤศโธรัยห์ มาจนทุกวันนี้

20161125-A01-05

          น.ส.เบญจวรรณ ตาทฤศโธรัยห์ หรือ คุณเป้า อดีตผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. วิทยากรระดับ 11 สายงานผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เล่าย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2520 ขณะนั้นเธอมีโอกาสถวายงานรับเสด็จ รับผิดชอบหน้าที่เตรียมเครื่องเสวย เตรียมห้องสรง สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จฯไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และเสด็จเยี่ยมราษฎรตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเสด็จประทับ ณ เรือนรับรองต่าง ๆ ของ กฟผ. โดยมีโอกาสถวายงานทุกๆ เขื่อน ซึ่งเหตุการณ์ที่ประทับใจที่ใจที่สุด คือ วันเสด็จฯ เปิดเขื่อนบางลาง

          ภาพในวันนั้น เมื่อถึงเวลาใกล้เสด็จแล้ว ฟ้าครึ้ม มืด ลมแรงมาก ฝนตกหนัก ไม่นานเท่าไร เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาถึง ฟ้าที่มืดกลับสว่าง สายฝนที่พรั่งพรูลงมาดังพายุที่กระหน่ำ เงียบสงบราวปาฏิหาริย์ รถยนต์ที่เตรียมไว้ได้เข้าไปจอดรับทั้งสามพระองค์ขึ้นมาที่ศาลาชมวิว ท่านได้ชมวิว ซึ่งฟ้าฝนหยุดตกใหม่ๆ ไอหมอกพุ่งขึ้นมาจากยอดเขา เหมือนเทวดามารับเสด็จ

          หลังจากที่พระองค์เสวยพระสุธารสเรียบร้อยแล้ว ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ฉายพระรูปหมู่ทั้ง 3 พระองค์ ร่วมกับผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ที่ที่ถวายงานรับเสด็จ ยังความปลาบปลื้มแก่พนักงานยิ่งนัก

          “รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่สุดที่เป็นหนึ่งในพสกนิกรจากล้านๆ คน ล้นเกล้าทั้ง 3 พระองค์ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ได้โปรดเกล้าฯให้พนักงาน กฟผ. ที่ถวายงานรับเสด็จ เมื่อฉายพระรูปเสร็จไม่อยากจะลุกยืน อยากอยู่ใกล้ๆ ให้นานที่สุด”

          คุณเป้าเล่าถึงการปฏิบัติหน้าที่เตรียมเครื่องเสวย ว่า เป็นหน้าที่ที่สำคัญอีกหน้าที่หนึ่ง ซึ่งต้องใช้ความใส่ใจ ความพิถีพิถัน และมีความละเอียดรอบคอบสูง ก่อนเริ่มทำงานจะศึกษาหาข้อมูลพระกระยาหารทรงโปรดของแต่ละพระองค์ ดำเนินการปรุงเครื่องเสวย จัดโต๊ะเสวย จากนั้นจะมีมหาดเล็กเป็นผู้ยกเครื่องเสวยไปที่โต๊ะเสวยและยกกลับ ตอนยกกลับจะตื่นเต้นมากเพราะจะคอยดูว่าพระองค์เสวยอะไรบ้าง นับเป็นความภูมิใจเป็นที่สุดที่งานถวายเครื่องเสวยผ่านเรียบร้อย

          อีกทั้ง ยังทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารกล่อง สำหรับทหารมหาดเล็ก ทหาร ตำรวจ ซึ่งต้องมีคุณภาพดี และทำเป็นจำนวนมาก เพราะพระองค์ท่านทรงห่วงใย ทหาร ตำรวจ ที่รักษาความปลอดภัยมาก นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่เตรียมห้องสรง จัดเตรียมของใช้ส่วนพระองค์ทั้งหมดให้เรียบร้อย ที่เขื่อนบางลางนี้ค่อนข้างทำงานยากเพราะพื้นที่เป็นภูเขา ถ้าลืมของเครื่องใช้เกี่ยวกับงานรับเสด็จ ถ้าพระองค์เสด็จฯ ถึงที่ประทับแล้ว จะใช้รถไม่ได้ ต้องเดินข้ามเขาลงไปนำสิ่งของนั้นมา ดังนั้น ต้องมีความละเอียดรอบคอบ

          “รู้สึกภูมิใจมากที่ได้รับโอกาสนี้ การทำงานกับเรื่องเครื่องเสวยไม่ใข่ง่ายๆ เรามีคติว่า หน้าที่ใดๆ ก็ตามเมื่อได้รับหน้าที่มาแล้ว ต้องทำให้สุดความสามารถ หัวใจของการถวายงาน คือ เข้าถึง เข้าลึก เข้าใจ งานไม่พลาด”

20161125-A01-06

          ปัจจุบันนี้ คุณเป้ามีความสุขกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณในการปฏิบัติธรรม และทำอาชีพปลูกผักสวนครัวที่ จ.นครราชสีมา เพื่อลดค่าใช้จ่าย ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ และเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งก็ได้รับความรู้ จากหน่วยงานของ กฟผ. ด้วยการปลูกผักสมุนไพร ตะไคร้ มะกรูด พริกขี้หนู ตำลึง บวบ ลูกฟักข้าว รวมทั้งผลไม้ต่างๆ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก ส้มโอ มะม่วงเขียวเสวย ผลิตผลดังกล่าวช่วยเป็นรายได้เสริมให้ส่วนหนึ่ง เหลือก็ไว้กินเอง แจกชาวบ้านผู้มีรายได้น้อย ส่วนหนึ่งนำไปถวายวัด ตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนาอยู่บนพื้นฐานการพึ่งพาตนเอง ความพอมีพอกิน มีความสุขอยู่ตลอดจนทุกวันนี้

          “ณ โอกาสนี้ ข้าพระพุทธเจ้าพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยขอตั้งสัตยาธิษฐานเป็นพสกนิกรที่ขอปวารณาทำความดีเพื่อส่วนรวม ขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยการขอถวายรับศีล 5 ตลอดชีวิต และทุกครั้งที่ถวายงานรับเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ไว้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแบบหาที่สุดไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าได้เก็บรักษาเงินมหามงคลนี้ไว้และขอถวายเป็นพระราชกุศล 1,000,000 บาท ด้วยการร่วมสร้างโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สมเด็จพระเทพรัตนฯ เป็นองค์ประธาน และขอร่วมสร้างพระพุทธรูปแกะสลักด้วยหินอ่อนจากประเทศกรีซ ประดิษฐาน ณ วิหาร วัดมกุฏคีรีวัน ต. ปากช่อง จ.นครราชสีมาใช้เวลาแกะมาแล้ว 1 ปีด้วยราคา 1,000,000 บาท ขอน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2559 เวลา 9.59 น. ซึ่งเป็นวันครบ 30 วัน แห่งการสวรรคต”

          หลากหลายคำสอนของพ่อยังคงอยู่ในใจคนไทยทั้งแผ่นดิน และจะเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต รวมทั้งเป็นแรงใจให้ทุกคนก้าวไปอย่างมั่นคง หากทุกคนน้อมนำไปปฏิบัติตาม ย่อมเกิดความสุขในชีวิต และสร้างสังคมไทยให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป