ด้วยปริมาณสำรองที่อุดมสมบูรณ์และต้นทุนต่ำ ประกอบกับเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง ถ่านหินสามารถครองตลาดการผลิตไฟฟ้าในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา และจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจภายในประเทศสหรัฐอเมริกา และเศรษฐกิจโลกต่อไป การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีด้านเชื้อเพลิงถ่านหิน และการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างต่อเนื่องจึงไม่เพียงช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหิน แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ และฝุ่นละอองขนาดเล็กด้วย

20161227 A01 01

ภาพรถขนถ่านหินกำลังทำงาน ที่ท่าเรือถ่านหิน ในเมืองแคทเทิลเบิร์ก รัฐเคนตัคกี้

          การปรับปรุงเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยใช้เทคโนโลยี supercritical สามารถเพิ่มประสิทธิภาพจากร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 40 และหากใช้เทคโนโลยี ultra-supercritical โรงไฟฟ้าจะมีค่าประสิทธิภาพถึงร้อยละ 50 หรือมากกว่านั้น ยิ่งใช้เทคโนโลยีดีขึ้นเท่าไร ยิ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าสูงขึ้นเท่านั้น

          นายเจฟฟรีย์ เคฟเฟอร์ ผู้บริหารโรงไฟฟ้า Longview สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง กล่าวว่า โรงไฟฟ้ามีอัตราการใช้ความร้อนเฉลี่ย 8,850 บีทียูต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าที่มีอายุ 45 ปี ที่มีอัตราการใช้ความร้อนเฉลี่ย 10,500 บีทียูต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า โรงไฟฟ้าสามารถใช้ถ่านหินปริมาณน้อยกว่า แต่ผลิตไฟฟ้าได้ปริมาณมากกว่า และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าโรงที่ใช้เทคโนโลยีแบบเก่าถึงร้อยละ 20 ช่วยลดการปล่อยมลภาวะต่างๆ ได้ตามกฎหมายที่เข้มงวด

20161227-A01-02

Source: Peabody Energy via Power Engineering magazine
ตารางแสดงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สะอาดที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้เทคโนโลยีระดับสูง

          โดยรวมแล้วโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีสะอาดในสหรัฐอเมริกา มีค่าความร้อนเฉลี่ย 9,120 บีทียูต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ซึ่งดีกว่าค่าความร้อนเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดในอเมริการ้อยละ 13

          จากการเป็นหนึ่งในประเทศที่แสดงเจตจำนงรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส ต่อที่ประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ปารีสและโมรอคโค นายเอินเนสต์ โมนิส เลขาธิการกระทรวงพลังงานสหรัฐเคยได้ให้ความเห็นไว้ว่า “เรากำลังมุ่งหน้าสู่การใช้พลังงานที่มีคาร์บอนต่ำกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล”

          มีการโต้แย้งว่า เทคโนโลยีระดับสูงของถ่านหินยังมีจุดด้อยอยู่ 2 เรื่อง

          เรื่องแรกคือ แม้เทคโนโลยีปัจจุบันจะก้าวหน้าและสะอาดกว่าเมื่อก่อน แต่ยังไม่สะอาดพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโรงไฟฟ้าในปี 2583 ทว่าในความเป็นจริงการพัฒนาจะไม่หยุดนิ่ง เทคโนโลยีในตอนนั้นจะดีกว่าปัจจุบัน จนทำให้โรงไฟฟ้าที่สร้างในยุคปัจจุบัน อาจต้องถูกปลดออกจากระบบก่อนหมดอายุการใช้งาน

          เรื่องที่ 2 คือ การลงทุนกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจในตลาดพลังงานไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกา ที่ราคาก๊าซค่อนข้างถูกกว่าภูมิภาคอื่นของโลก ดังจะเห็นได้จากในปี 2558 ที่มีการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าแซงหน้าถ่านหิน ในเรื่องนี้ นายเคฟเฟอร์แย้งว่า เป็นการมองที่ไม่รอบด้านและไม่มีวิสัยทัศน์ เนื่องจากถ่านหินจะยังคงบทบาทสำคัญทั้งในสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของประเทศสหรัฐอเมริกาและของโลก ดังจะเห็นได้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน supercritical และ ultra-supercritical มีประสิทธิภาพดีกว่าเทคโนโลยีเก่า และขณะเดียวกัน ยังช่วยให้อุตสาหกรรมเดินหน้าต่อไปได้ ช่วยรักษาอัตราการจ้างงานหลายพันอัตรา

          “สัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าของอเมริกายังครองพื้นที่กว่าร้อยละ 30 อย่า จินตนาการตามความเชื่อ เราต้องอิงตามความเป็นจริง”

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ที่มา http://www.forbes.com/sites/kensilverstein/2016/12/01/the-changing-u-s-political-climate-may-make-room-for-a-lot-cleaner-coal-plants/#550067b82b6c