องค์กรเอกชนไทยมักกล่าวถึงแต่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกใน COP21 แต่เลี่ยงที่กล่าวถึงความเป็นจริงในข้อตกลงปารีส ที่เน้นความรับผิดชอบของประเทศที่มั่งคั่งจากการใช้ทรัพยากรพลังงานมานานนับศตวรรษ เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา ที่ยังต้องการทรัพยากรพลังงานอย่างเพียงพอ ในราคาไม่แพงของประเทศ

          การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP 21) ที่ปารีส เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 จบลงด้วยกว่า 180 ประเทศร่วมลงนามรับรองข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) พร้อมมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ทุกประเทศจะแสดงเจตจำนงร่วมกันในการต่อสู้ภาวะโลกร้อน แต่ในรายละเอียดของข้อตกลง เราสามารถพบความแตกต่างของภาระผูกพันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงดังกล่าว

20170123-ART01-01

ข้อตกลงปารีส กับการแสดงเจตจำนงรายประเทศ หรือ INDC

          ข้อตกลงปารีส พัฒนามาจากพิธีสารเกียวโต ที่เดิมมีการแยกประเทศออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คือ ประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา โดยมีการระบุว่า ประเทศภาคีมีความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างตามแต่ขีดความสามารถของแต่ละประเทศ ดังนั้นประเทศพัฒนาแล้วควรมีบทบาทเป็นผู้นำในการต่อสู้กับภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเมื่อเกิดการประชุม COP1 ที่กรุงเบอร์ลินในปี 2538 มีข้อตกลงว่า ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาตั้งแต่ในอดีตคือประเทศพัฒนาแล้ว ต้องกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะเวลาที่แน่นอน แม้ข้อตกลงปารีสจะไม่มีการจัดกลุ่มประเทศแยกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน แต่ความคิดเรื่องประเทศพัฒนาแล้ว ต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 200 ปีอย่างเข้มข้น เพื่อความยุติธรรมต่อประเทศที่ยากจนกว่า ที่มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้อยกว่า และไม่มีเทคโนโลยีและเงินทุนที่เพียงพอในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

          อันเป็นที่มาให้การแสดงเจตจำนงที่เรียกว่า Intended Nationally Determined Contribution: INDC เพื่อการจัดการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีเนื้อหาประกอบด้วยการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมสร้างศักยภาพ ของแต่ละประเทศ ได้พิจารณาตามศักยภาพและสถานการณ์ของประเทศตนเอง

 

บริบทที่แตกต่างกัน

          ตามข้อตกลง INDC ประเทศร่ำรวยจะต้องจัดหาเงินทุนกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จนถึงปี 2568 ทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชน เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจาก ประเทศกำลังพัฒนา ยังต้องมีภาระจัดการกับปัญหาความยากจนและการจัดหาความมั่นคงด้านอาหารให้ประชากรอย่างทั่วถึง

20170123-ART01-02

เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกา
http://www4.unfccc.int/submissions/INDC/Published%20Documents/United%20States%20of%20America/1/U.S.%20Cover%20Note%20INDC%20and%20Accompanying%20Information.pdf

          หนึ่งในเทคโนโลยีที่ประเทศร่ำรวยกำลังมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อจัดการลดก๊าซเรือนกระจก คือเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนที่รู้จักกันดีในนาม CCS โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในการพัฒนา ตามมาด้วยแคนาดา นอร์เวย์ และญี่ปุ่น ที่มีการนำร่องทดลองใช้เทคโนโลยีนี้ในเชิงพาณิชย์กับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล

          ส่วนประเทศกำลังพัฒนา ควรยกระดับความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจกและได้รับการส่งเสริมเพื่อมุ่งสู่การจัดทำเป้าหมายการลดหรือจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมทุกภาคเศรษฐกิจ (economy-wide emission reduction or limitation targets) ในอนาคต ที่เป็นไปตามสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน

          เช่น เวียดนาม ที่มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกเพียงเศษเสี้ยว คือร้อยละ 0.5 และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวเพียง 2.84 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ตั้งเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 8 ในปี 2573 พร้อมแสดงความต้องการใน INDC ที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีและเงินทุนจากประเทศร่ำรวยอื่น ๆ และความร่วมมือจากประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน เพื่อเพิ่มเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นร้อยละ 25

20170123-ART01-03

          สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนา มีความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมการจัดการภาวะโลกร้อน ดังที่ได้มีพันธะสัญญากับประชาคมโลกในข้อตกลงปารีส จากการคำนึงถึงกำลังความสามารถและศักยภาพสูงสุด ตามสถานการณ์และบริบทของประเทศ ไทยมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 - 25 ในปี 2573 จากการดำเนินงานปกติ (Business As Usual – BAU) โดยใช้มาตรการปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าลงในช่วงปลายแผน มีการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีพร้อมสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะมีผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมาย

20170123-ART01-04

กราฟแสดงการลดการปล่อย CO2 ในภาคการผลิตไฟฟ้า 25% หรือ 99.8 ล้านตันในปี 2573 ของไทย

          ทั้งนี้ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีพลังงานทดแทนก้าวหน้าจนสามารถพึ่งพาได้มากขึ้น มีราคาที่เหมาะสม ประเทศไทยก็จะสามารถเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนและลดสัดส่วนการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ ประกอบกับ การผลิตไฟฟ้าโดยเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้าให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าลงได้เช่นกัน

แปลและเรียบเรียง สุภร เหลืองกำจร
ที่มา
https://www.linkedin.com/pulse/differentiation-financial-support-paris-climate-talks-robert-stowe
https://www.c2es.org/international/negotiations/cop21-paris/summary
http://www.irishtimes.com/news/environment/divide-between-developed-and-developing-nations-1.2449417
http://www4.unfccc.int/ndcregistry/PublishedDocuments/Viet%20Nam%20First/VIETNAM'S%20INDC.pdf