รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ Toronto Sun ฉบับวันที่ 17 มกราคม 2560 ที่อ้างอิงรายงานฉบับใหม่ของสถาบันวิจัย Fraser ประเทศแคนาดา เรื่อง Did the Coal Phase-out Reduce Ontario Air Pollution? ที่ศึกษาผลจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในรัฐออนตาริโอ ในประเด็นระดับของฝุ่นละออง ไนโตรเจนออกไซด์และโอโซนระดับพื้นดิน ของเมืองโตรอนโต ฮามิลตันและออตตาวา ระบุว่า การตัดสินใจปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดของรัฐออนตาริโอ ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น โดยที่ไม่ได้ทำให้ระดับมลภาวะในอากาศลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญแต่อย่างใด

20170124-ART01-01

รายงานเรื่อง Did the Coal Phase-out Reduce Ontario Air Pollution? ของสถาบันวิจัย Fraser ประเทศแคนาดา

          รายงานระบุว่า รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา มีอัตราการปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็กประมาณ 250,000 ตันต่อปี มาจากภาคการผลิตไฟฟ้าน้อยกว่า 10,000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ 1-2 เท่านั้น ขณะที่ฝุ่นละอองจากถนน ภาคการเกษตรและการก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนอย่างน้อยร้อยละ 50 ของการปล่อยฝุ่นละอองทั้งหมด

          หลังจากการดำเนินการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 5 โรงในรัฐออนตาริโอเสร็จสิ้นในปี 2557 ด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล พบการลดลงของปริมาณฝุ่นละอองเพียงร้อยละ 6-12 เมื่อเทียบกับช่วงที่มีปริมาณการปล่อยฝุ่นสูงสุด ซึ่ง “ไม่ได้มีความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญแต่อย่างใด”

          รายงานดังกล่าวจึงสรุปว่า การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน “ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นเพียงเล็กน้อยในบางแห่ง ซึ่งสามารถให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันหากติดตั้งระบบควบคุมมลภาวะเพิ่ม เช่น การติดตั้งระบบบำบัดอากาศเสียที่เรียกว่า สครับเบอร์ (scrubber) บนปล่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 โรง จะสามารถกำจัดฝุ่นละอองได้ร้อยละ 95 และการติดตั้งเครื่องกําจัดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (low NOx burner) จะช่วยลดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ร้อยละ 75 โดยวิธีดังกล่าวประหยัดกว่าการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด และกำลังมีแผนติดตั้งในช่วงที่เริ่มทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินพอดี”

          Ross McKitrick หนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงาน และอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Guelph กล่าวว่า สิ่งที่รายงานค้นพบจะเป็นกรณีศึกษาและบทเรียนให้กับรัฐอัลเบอร์ตาที่กำลังจะดำเนินรอยตามออนตาริโอ ในการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน

          นาย McKitrick กล่าวด้วยว่า แม้ก่อนหน้าจะมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินในออนตาริโอไม่ได้เป็นตัวแปรสำคัญให้เกิดมลภาวะทางอากาศ แต่นโยบายการเมืองทำให้ปิดทางเลือกที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดลง

          “พวกเขาทำให้ภาพลักษณ์ถ่านหินดูโหดร้ายน่ากลัว เป็นผลให้การเจรจาหาทางออกวิธีอื่นโดนปิดตาย ที่นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด ซึ่งนับเป็นบทเรียนที่อัลเบอร์ตาต้องศึกษา” นาย McKitrick กล่าว

20170124-ART01-02

โรงไฟฟ้า Nanticoke หนึ่งในโรงไฟฟ้าถ่านหินของออนตาริโอที่ถูกปิด ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน Nanticoke และ Lambton รวมกันผลิตไฟฟ้าตอบสนองความต้องการใช้ในรัฐออนตาริโอได้ถึงร้อนละ 25

          ด้าน Tom Adams ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาอิสระด้านพลังงานกล่าวว่า ผลจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินของรัฐบาลออนตาริโอ มีผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้ารวมทั้งหมดสูงถึง 5 พันล้านเหรียญต่อปี เพราะต้องใช้แหล่งพลังงานอื่นที่มีราคาสูงกว่าผลิตไฟฟ้าแทน และแม้พรรคการเมืองทั้ง 3 พรรคของออนตาริโอจะพอใจ ที่สุดท้ายโรงไฟฟ้าถ่านหินถูกปิดลง แต่พวกเขายังไม่มีทางออกชัดเจนว่า จะแทนที่แหล่งเชื้อเพลิงพลังงานไฟฟ้าราคาถูกและยังมีอุดมสมบูรณ์นี้อย่างไร เพราะการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ต้นทุนสูง และการปรับปรุงโรงไฟฟ้านิวเคีลยร์ ล้วนมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น

          รายงานของผู้ตรวจสอบบัญชีแห่งรัฐออนตาริโอ ระบุว่า ระหว่างปี 2546-2557 โรงฟ้าถ่านหินกำลังผลิตทั้งหมด 7,546 เมกะวัตต์หายออกไปจากระบบ และมีการเพิ่มกำลังผลิตใหม่จำนวน 13,595 เมกะวัตต์เข้ามาแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น พลังงานลม ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมีผลให้ผู้บริโภคมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80

แปลและเรียบเรียง สุภร เหลืองกำจร
ที่มา
http://www.torontosun.com/2017/01/17/shutdown-of-coal-plants-raised-electricity-rates-failed-to-reduce-pollution-report

http://www.powerengineeringint.com/articles/2017/01/ontario-coal-phase-out-costly-and-ineffective-report-says.html