เผยโรงไฟฟ้าถ่านหินสหรัฐอเมริกาที่มีอายุเฉลี่ย 50 ปี มีถึง 65,000 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด 271,600 เมกะวัตต์ ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงขึ้นกว่าในอดีตถึงร้อยละ 23

20170227-ART02-01

โรงไฟฟ้า Glen Lyn รัฐเวอร์จิเนีย เริ่มเดินเครื่องในปี พ.ศ. 2462 กำลังผลิต 338 MW ปิดตัวลงในปี 2558

          ในปี 2558 ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกามีโรงไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งาน กำลังผลิตรวมกว่า 18,000 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินกว่าร้อยละ 80 หรือ 14,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าที่เริ่มก่อสร้างในระหว่างปี 2493-2513 มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 54 ปี ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ยังใช้งานอยู่ปัจจุบัน มีอายุเฉลี่ย 38 ปี

          ในทางกลับกัน ข้อมูลจาก Americaspower ระบุว่า ในช่วงปี 2554-2558 อเมริกามีโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ที่เริ่มเดินเครื่อง 15 โรง กำลังผลิตรวม 8,952 เมกะวัตต์

20170227-ART02-02

โรงไฟฟ้า Cherokee รัฐโคโรลาโด หนึ่งในโรงไฟฟ้าถ่านหินของอเมริกาที่เปลี่ยนไปใช้ก๊าซธรรมชาติแทน
http://photography-on-the.net/forum/showthread.php?t=175730

          นอกจากความเก่าของโรงไฟฟ้า ที่ส่งผลให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวนมากต้องปิดลงแล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องความไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าให้มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีตามที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่กำหนด ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ตกต่ำ ทำให้บริษัทไฟฟ้าตัดสินใจเลือกลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแทน เพื่อให้ได้ผลกำไรที่สูงกว่า

20170227-ART02-03

ราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงส่งผลให้มีการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าสูงกว่าถ่านหิน ในปี 2559

          แต่ผลที่เกิดตามมาจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน คือ ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2554 ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประเภทที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาปรับเพิ่มขึ้นจาก 10.4 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (3.62 บาทต่อหน่วย) เป็น 12.75 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (4.44 บาทต่อหน่วย) ในปี 2559 หรือปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 23

          โดยรัฐที่ยังมีไฟฟ้าผลิตด้วยถ่านหินเป็นส่วนใหญ่ เช่น เวสต์เวอร์จิเนีย มีค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 11.72 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (4.08 บาทต่อหน่วย) ตรงข้ามกับรัฐที่ไม่มีกำลังผลิตหลักจากถ่านหิน เช่น แคลิฟอร์เนีย และแมสซาชูเซตส์ ที่มีค่าไฟฟ้า 17.97 (6.26 บาทต่อหน่วย) และ 19.15 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (6.67 บาทต่อหน่วย) ตามลำดับ

ตารางแสดงค่าไฟฟ้าของรัฐต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกา (ข้อมูลจาก EIA)

20170227 ART02 05

https://www.eia.gov/electricity/monthly/pdf/epm.pdf

          นอกจากนี้ จากการคาดการณ์ของ EIA ในเรื่องราคาก๊าซธรรมชาติที่จะกลับมาปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3.35 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จากปัจจุบันที่ประมาณ 2.49 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ค่าไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาจึงจะยังปรับตัวสูงขึ้นอีก

          สำหรับผู้ที่สนับสนุนนโยบายประกาศสงครามกับถ่านหินของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา อาจจะพอใจกับตัวเลขกำลังผลิตถ่านหินที่ลดลง แต่สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังคาดหวังนโยบายกลับมาฟื้นฟูอุตสาหกรรมถ่านหินของโดนัลด์ ทรัมป์อยู่ โดย EIA คาดการณ์ว่า หากนโยบาย Clean Power Plan ของโอบามาถูกล้มเลิกไปโดยทรัมป์ ถ่านหินจะกลับมาครองสัดส่วนสูงสุดในการผลิตไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาอีกครั้งในปี 2562

          ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนเท่าๆ กัน คือร้อยละ 33 ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนร้อยละ 7

20170227-ART02-04

ตารางแสดงการใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ผลิตไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกา

ผู้แปล : สุภร เหลืองกำจร

ข้อมูลจาก
http://www.theintelligencer.net/opinion/editorials/2017/02/paying-price-for-assault-on-coal/
https://www.eia.gov/electricity/monthly/pdf/epm.pdf
http://www.utilitydive.com/news/bloomberg-nef-aging-coal-fleet-a-factor-in-record-plant-retirements/426113/