20170314 ART01 01

          ในการบริหารจัดการไฟฟ้า มีความจำเป็นที่จะต้องสรรหากระแสไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไฟฟ้าต่างๆ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ทั้งจากโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การนำเข้ากระแสไฟฟ้า และการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน ทั้งนี้หลักการรับซื้อไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเอกชน จะแบ่งจ่ายเป็น 2 ส่วน คือ ค่า AP และ EP

ค่าไฟฟ้า AP และ EP คืออะไร

          การกำหนดให้ค่าไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน สำหรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ซึ่งใช้กับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินนั้น เป็นแนวปฏิบัติในทางสากล

          ค่าไฟฟ้า AP (Availability Payment) หรือ ค่าความพร้อมจ่าย เป็นค่าไฟฟ้าที่จ่ายให้โรงไฟฟ้าประเภทใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน จะจ่ายให้ “เมื่อโรงไฟฟ้ามีความพร้อมจ่ายไฟฟ้า (available)” ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่สัญญาว่า จะจ่ายไฟฟ้าได้มั่นคง

          สาเหตุที่มีการจ่ายค่า AP ก็เพื่อเป็นเงื่อนไขให้โรงไฟฟ้าต้องเตรียมโรงไฟฟ้าให้มีความพร้อมจ่ายไฟฟ้าตลอดเวลา เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดวัน และสำรองให้พร้อมจ่ายไฟฟ้ากรณีมีข้อขัดข้องเกิดกับโรงไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า หรือระบบส่งเชื้อเพลิง รวมทั้งช่วยเสริมการจ่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน คือ พลังงานแสงแดด พลังงานลม ชีวมวล และชีวภาพ ซึ่งการจ่ายไฟฟ้ามีความไม่แน่นอน

          ค่า EP (Energy Payment) หรือ ค่าพลังงานไฟฟ้า เป็นค่าเชื้อเพลิงที่โรงไฟฟ้าเอกชนจะได้รับก็ต่อเมื่อศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าสั่งการให้โรงไฟฟ้าจ่ายไฟฟ้า โดยโรงไฟฟ้าต้องรับประกันประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าว่า ผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ต้องใช้เชื้อเพลิงเท่าไหร่ ถ้าหากมีการใช้เชื้อเพลิงมากกว่าที่รับประกัน เจ้าของโรงไฟฟ้าต้องรับภาระในส่วนนี้เอง

ค่าไฟฟ้า AP และ EP มาจากไหน และมีประโยชน์อย่างไร

          ทั้งนี้ ค่าความพร้อมจ่าย และค่าพลังงานไฟฟ้า มาจากการแข่งขันประมูลเสนอขายไฟฟ้า หรือมาจากการที่หน่วยงานรัฐกำหนด แล้วแต่รอบการรับซื้อไฟฟ้า และจากการที่มีเงื่อนไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ชัดเจนขึ้น ในการเสนอประมูลขายไฟฟ้า ผู้ลงทุนก็จะไม่บวกความเสี่ยงในค่าไฟฟ้ามากเกินไฟ ทำให้ค่าไฟฟ้าเสนอขายมีค่าต่ำ เป็นประโยชน์กับผู้ใช้ไฟฟ้า

          ในทางตรงข้าม หากผลักเรื่องความเสี่ยงให้ผู้ลงทุนมาก ผู้ลงทุนก็จะต้องบวกความเสี่ยงโดยการเพิ่มค่าไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากระบบตลาด ดังจะเห็นได้จากระบบตลาดกลางการซื้อขายไฟฟ้า (Power Pool) ที่มีการประมูลซื้อขายไฟฟ้าในระยะสั้นในยุโรปหลายประเทศ และบางประเทศในกลุ่มอาเซียนคือ ฟิลิปปินส์กับสิงคโปร์ ซึ่งมีค่าไฟฟ้าสูงกว่าบ้านเรา อาทิเช่น ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายในฟิลิปปินส์ซึ่งใช้ระบบ Power Pool อยู่ที่ประมาณ 6.50 บาทต่อหน่วยในปี 2558 ทั้งๆ ที่ฟิลิปปินส์ใช้ถ่านหินซึ่งมีต้นทุนถูกผลิตไฟฟ้าประมาณ 30% แต่ค่าไฟฟ้าแพงกว่าบ้านเราที่เป็นระบบจ่ายค่า AP ซึ่งมีค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายคือ ประมาณ 3.80 บาทต่อหน่วยในปี 2558 ดังรูปด้านล่าง

20170314 ART01 02

          แม้แต่ในประเทศที่มีระบบตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า (Power Pool) ซึ่งมีการซื้อขายไฟฟ้าแบบประมูลซื้อขายไฟฟ้าระยะสั้น ในบางประเทศก็ยังมีกลไกการจ่ายค่าไฟฟ้าเรียกว่า Capacity Market ที่จะจูงใจให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเตรียมความพร้อมจ่ายไฟฟ้าเพื่อให้กำลังผลิตในระบบไฟฟ้าเพียงพอที่จะจ่ายไฟฟ้า ดังเช่นในตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า (Power Pool) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาคือตลาดในกลุ่มของรัฐเพนซิลวาเนีย-นิวเจอร์ซีย์-แมรี่แลนด์

เอกชนไม่ผลิต ทำไมต้องจ่ายค่าซื้อไฟฟ้า ?

          จากข้อมูลเบื้องต้นนั้น จะแก้ไขความเข้าใจผิดที่ว่า “..มีการจ่ายค่าไฟฟ้าให้รูปค่า AP ให้เอกชน โดยไม่ต้องผลิตไฟฟ้ามูลค่า 9 หมื่นล้าน..” เนื่องจากโรงไฟฟ้าที่ได้ค่า AP จะต้องมีการเตรียมโรงไฟฟ้าให้พร้อมจ่ายไฟฟ้า และผลิตไฟฟ้าตามการสั่งการของศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า โดยโรงไฟฟ้าอาจจะไม่ได้เดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าเต็ม 100% ตลอดวัน เพราะความต้องการไฟฟ้าในรอบวันไม่เท่ากันตลอดเวลา โดยจะสูงในช่วงกลางวันถึงหัวค่ำ และต่ำในช่วงดึกถึงเช้า และในแต่ละฤดูกาลก็จะมีความแตกต่างเช่นกัน ทางศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าจึงมีการสั่งการให้โรงไฟฟ้าจ่ายไฟฟ้ามากน้อยให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้า ณ เวลาขณะนั้น

ข้อเท็จจริง ไฟฟ้าล้นเกิน

          ในส่วนของข้อสงสัยเรื่อง โรงไฟฟ้าล้นเกิน ดังว่า “..สร้างโรงไฟฟ้าล้นเกิน 10,000 เมกะวัตต์ เป็นภาระค่าไฟฟ้าประชาชน” นั้น จำเป็นที่จำต้องพิจารณาว่า กำลังผลิตโรงไฟฟ้ามีมากกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าเท่าไหร่ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ในการวางแผนกำหนดจำนวนโรงไฟฟ้า จะต้องกำหนดให้ระดับกำลังผลิตของโรงไฟฟ้า “มีมากกว่า” ระดับความต้องการใช้ไฟฟ้า เพื่อจ่ายไฟฟ้าเมื่อเกิดกรณี โรงไฟฟ้าหรือระบบส่งขัดข้อง การขัดข้องด้านการส่งเชื้อเพลิง ความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ โรงไฟฟ้าใหม่ใช้เวลาพัฒนาโครงการ 4-7 ปี เกิดความล่าช้า การจ่ายไฟฟ้าที่ไม่แน่นอนของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น

20170314 ART01 03

          หากดูว่า ประเทศอื่นๆ มีตัวเลขกำลังผลิตแบบมั่นคง (Firm) ซึ่งหลักๆ คือ โรงไฟฟ่าใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินว่า มีสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าเท่าไหร่ ข้อมูลของประเทศในกลุ่ม OECD อย่าง ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น แสดงว่ามีกำลังผลิตแบบมั่นคง Firm ส่วนที่มากกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับที่มากกว่าของไทยเป็นส่วนใหญ่ เช่น ออสเตรีย (ร้อยละ 102) เดนมาร์ค (ร้อยละ 32) อิตาลี (ร้อยละ 81) โปรตุเกส (ร้อยละ 65) และสเปน (ร้อยละ 100) ในขณะที่ของไทยจะอยู่ที่ระดับประมาณ 22% ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่ตํ่ากว่าประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม OECD ดังแสดงในรูปด้านล่าง

          ดังนั้น จะกล่าวว่าไทยมีไฟฟ้าล้นเกิน คงจะไม่ถูกต้อง เพราะประเทศจะต้องเตรียมไฟฟ้าสำรองไว้ ทั้งในกรณีฉุกเฉิน การบำรุงรักษา และค้ำระบบจากการที่พลังงานหมุนเวียนผลิตได้ไม่แน่นอนอีกด้วย รวมทั้ง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลา