นักวิจารณ์ชาวอเมริกันวิพากษ์บทเรียนพลังงานจากยุโรปว่า หากคุณได้ติดตามการเสนอข่าวของสื่อที่พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ“พลังงานสะอาด” คุณคงคิดว่าโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคพลังงานสีเขียว ในศตวรรษที่ 21 อย่างราบรื่น ในขณะที่อเมริกากลับเป็นประเทศที่ล้าหลัง ยังปล่อยมลพิษสูง มีความล่าช้าในการเดินหน้าสู่พลังงานสีเขียว

20170317-ART01-01

          หากคุณคิดเช่นนั้น ลองคิดดูใหม่ เพราะการปฏิวัติ “พลังงานสีเขียว” ทั่วโลกกำลังส่อเค้าล้มเหลว หลาย ๆ ประเทศกำลังวิ่งหนี ถอยห่างจากพลังงาน “หมุนเวียน” ด้วยความเร็วราวกับ “นักวิ่งลมกรด”

          ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับยุโรปและเอเชีย โดยเยอรมนี ผู้นำโลกด้านพลังงานสีเขียว เผชิญกับปัญหาค่าไฟพุ่งสูง จนมีราคาสูงกว่าในสหรัฐอเมริกาถึง 3 เท่า ลองจินตนาการดูว่าหากชนชั้นกลางในสหรัฐอเมริกาต้องจ่ายบิลค่าไฟฟ้าสูงขึ้น 3 เท่า ว่าพวกเขาจะกราดเกรี้ยวขนาดไหน

          สำหรับอังกฤษ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าหลาย ๆ โรงผลิตไฟฟ้าด้วยการเผาเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา) น้ำหนักรวมหลายร้อยล้านปอนด์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมยืนยันว่า การเผาเชื้อเพลิงอัดเม็ดมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมร้ายแรงกว่าการเผาก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน

20170317-ART01-02

อาคารเก็บเชื้อเพลิงชีวมวล ตั้งอยู่ในบริเวณโรงไฟฟ้าของบริษัท Drax Group ใกล้เมือง Selby ประเทศอังกฤษ
http://www.conbio.info/post/uk-october-presented-record-high-use-of-pellets-for-power-generation/

          ออสเตรเลีย อีกหนึ่งประเทศผู้นำ “พลังงานสีเขียว” ต้องเผชิญกับค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นในฤดูหนาวที่ผ่านมา จากการวิเคราะห์โดยสถาบันวิจัยพลังงาน ค่าไฟในออสเตรเลียสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อจาก 10 เซนต์ต่อหน่วย เป็น 10 เหรียญต่อหน่วย (ในบางชั่วโมงโดยเฉพาะในช่วงพีค ผู้ผลิตไฟฟ้ามักฉวยโอกาสโก่งราคาขายแพงลิบในตลาดแข่งขันซื้อขายไฟฟ้า) เนื่องมาจากการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนที่มีความไม่แน่นอนมากเกินไป รัฐบาลถึงขั้นต้องกลับมาเปิดโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ปิดไปแล้ว เพื่อไม่ให้ค่าไฟเพิ่มสูงขึ้นไปกว่านี้

          ด้านสวีเดน ได้ประกาศไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ว่าจะมุ่งหน้าสู่พลังงานสีเขียว โดยรัฐบาลสนับสนุนโครงการพลังงานลม แต่สุดท้ายแล้ว นักการเมืองสวีเดนต้องยอมรับว่าโครงการพลังงานลมมีราคาแพงและไม่มีประสิทธิภาพพอ จนจะต้องหยุดการให้เงินอุดหนุนมหาศาลกับอุตสาหกรรมพลังงานลม

20170317-ART01-03

ฟาร์มกังหันลม Kungsbacka-Iglasjön ประเทศสวีเดน
http://www.evwind.es/2015/10/27/wind-energy-in-sweden-vestas-wind-turbines-for-a-wind-farm/54572

          โดยสถานการณ์ที่แต่ละประเทศต้องเผชิญ ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการดำเนินของธุรกิจโรงงานในประเทศ สถาบันวิจัยพลังงานของออสเตรเลีย ระบุว่า “รัฐบาลพบว่าระบบไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานลมอยู่สูงไม่มั่นคงพอ หากขาดแหล่งพลังงานจากโรงไฟฟ้าฐานรองรับ ผลกระทบที่เกิดกับออสเตรเลีย คือ ธุรกิจพลังงานต้องย้ายฐานมาอยู่ในเอเชียแทน เพราะมีต้นทุนค่อนข้างคงที่ จ่ายภาษีและค่าจ้างแรงงานถูกกว่า”

          ดังนั้น ยุโรปและประเทศอื่น ๆ จึงเริ่มชะลอการมุ่งหน้าสู่พลังงานสีเขียวอย่างเงียบ ๆ หลังจากสหภาพยุโรปทุ่มเงินไปกว่า 750,000 ล้านเหรียญสหรัฐกับนโยบายสนับสนุนพลังงานสีเขียวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ผลที่ได้รับคืนกลับมา คือค่าไฟที่เพิ่มเท่าตัว เป็นผลให้ผู้ผลิตเหล็กและยานยนต์ ธุรกิจเกษตรกรรมและเทคโนโลยีของอเมริกาเข้าครองตลาด เป็นคู่แข่งขันกับประเทศยุโรปในที่สุด

          จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศยุโรปและออสเตรเลียอยากให้อเมริกามุ่งสู่นโยบายพลังงานสีเขียวแบบที่ตนได้ดำเนินไปแล้ว

          จะเกิดอะไรขึ้นกับอเมริกา หากเดินนโยบายตามยุโรป มีงานวิจัยฉบับหนึ่งโดยสภาการค้าของสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่า หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายพลังงานหมุนเวียนแบบเดียวกับยุโรป ผู้บริโภคพลังงานชาวอเมริกันต้องรับภาระค่าใช้จ่ายถึง 600,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างน้อยที่สุด 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

20170317-ART01-04

ฟาร์มแสงอาทิตย์ Topaz กำลังผลิต 550 เมกะวัตต์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-2853208/Watch-world-s-largest-solar-power-plant-built-Huge-farm-generates-energy-160-000-homes-using-nine-MILLION-panels.html

          อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาได้จ่ายเงินอุดหนุนให้กับการพัฒนาพลังงานลมและแสงอาทิตย์ไปแล้ว โดยข้อมูลจาก American Action Forum ในปี 2559 ระบุว่า จำนวนเงินอุดหนุนที่รัฐจ่ายไปนี้ มากกว่าเงินอุดหนุนพลังงานนิวเคลียร์ถึง 5 เท่า และมากกว่าเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลถึง 20 เท่า แต่แม้ว่าจะทุ่มเงินมหาศาลในการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนเพียงใด สัดส่วนการใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์ยังน้อยกว่าร้อยละ 5 เกิดการตั้งคำถามว่า ทำไมสหรัฐอเมริกาจึงไม่ยกเลิกเงินอุดหนุนพลังงานทั้งหมด และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของตลาด

          ต้องขอบคุณ ที่โดนัลท์ ทรัมป์ ที่รู้ว่าการดำเนินนโยบายเพ้อฝันตามยุโรป ทั้ง ๆ ที่อเมริกามีทั้งน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน มากกว่าประเทศอื่น ๆ นั้นไม่ได้ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ยุโรปเองกำลังวิ่งหนีห่างจากภาพมายาของพลังงานสีเขียว ซึ่งนับเป็นตัวอย่างจากไม่กี่ตัวอย่าง ที่สหรัฐอเมริกาควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง

ผู้แปล : สุภร เหลืองกำจร

จากบทความเรื่อง Europe's Lesson Teaches Us: Don't Go Green โดย Stephen Moore
https://townhall.com/columnists/stephenmoore/2017/03/14/europes-lesson-teaches-us-dont-go-green-n2298455