20170321-ART01-12

          การพัฒนาพลังงานของโออีซีดี หรือกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและนิวเคลียร์เป็นหลัก ทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง และประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีกว่าภูมิภาคอื่นของโลก อย่างไรก็ตาม โออีซีดีเริ่มหันทิศทางไปใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อย CO2 มากขึ้น ซึ่งทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมสูงขึ้นกว่าภูมิภาคอื่นของโลกด้วยเช่นกัน ดังนั้นถึงแม้หลายประเทศจะยังคงทิศทางเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน แต่ก็เริ่มลดการอุดหนุนลง และส่วนใหญ่ยังวางแผนใช้พลังงานฟอสซิล และนิวเคลียร์เป็นพลังงานหลัก ควบคู่การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น

20170321-ART01-01

ค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนของประเทศพัฒนาแล้วสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนา

โออีซีดี เติบโตมาด้วยเชื้อเพลงฟอสซิล

          องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี (Organization for Economic Co-operation and Development - OECD) เป็นองค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมทั้งสิ้น 35 ประเทศ มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการใช้พลังงานค่อนข้างอิ่มตัว โดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) ได้คาดการณ์ไว้ว่า ในช่วงระหว่างปี 2555-2583 กลุ่มประเทศ OECD จะมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2 ต่อปี (เทียบกับประเทศนอกกลุ่ม OECD มีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยร้อยละ 4.2 ต่อปี) และจะมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.4 ต่อปี

          โดยปัจจุบันแหล่งพลังงานที่ประเทศ OECD ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลผลิตไฟฟ้าเกือบร้อยละ 60 โดยประกอบด้วยถ่านหิน ร้อยละ 32 ก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 24 และน้ำมัน ร้อยละ 3

20170321-ART01-02

สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของประเทศ OECD ปี 2557
http://www.iea.org/newsroom/news/2016/may/oecd-energy-production-hits-record-high-but-consumption-and-co2-emissions-fall.html

          ทิศทางของประเทศใน OECD ก็ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลักเช่นกัน แต่ขณะเดียวกันก็มีความพยายามเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนด้วย ดังตัวอย่าง เช่น

เยอรมนี ผู้นำพลังงานหมุนเวียน แต่ค่าไฟฟ้าแพงเป็นอันดับ 2 ของยุโรป

          เยอรมนีเป็นประเทศชั้นนำและหนึ่งในประเทศที่มีการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล กระนั้นก็ตาม ในปี 2559 เยอรมนีใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าร้อยละ 40 พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 30 นิวเคลียร์ร้อยละ 13 และก๊าซธรรมชาติร้อยละ 12

20170321-ART01-03

          นโยบายพลังงานของเยอรมนี หรือ “Energiewende” ที่เริ่มในปี 2553 มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 40 ในปี 2563 และจะลดลงถึงร้อยละ 95 ในปี 2593 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2533 จะยกเลิกการใช้พลังงานนิวเคลียร์ภายในปี 2565 และยกเลิกการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าในปี 2593

          การยกเลิกการใช้ถ่านหินดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียง เนื่องจากในปี 2559 ที่ผ่านมา ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเยอรมนีกลับเพิ่มขึ้น เพราะการผลิตพลังงานยังต้องพึ่งพาถ่านหินในปริมาณมากเช่นเดิม จากการลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนที่เติบโตขึ้นอย่างมาก มีผลให้อัตราค่าไฟฟ้าของเยอรมนีสูงขึ้นเป็นอันดับ 2 ของยุโรป

ออสเตรเลีย มุ่งสู่เทคโนโลยีถ่านหินระดับ Ultra supercritical

          ระหว่างปี 2557-2558 ออสเตรเลียใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าสูงสุด ประมาณร้อยละ 63

20170321-ART01-04

          ในฐานะประเทศที่ยังมีทรัพยากรถ่านหินอยู่มาก และเป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก นายกรัฐมนตรี Malcolm Turnbull มีนโยบายสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีถ่านหินล่าสุด โดยเฉพาะ Ultra-supercritical เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการประเมินโดยรัฐบาลว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของออสเตรเลียจะลดลงถึงร้อยละ 30 หากมีการใช้เทคโนโลยี Ultra-supercritical ทั่วทั้งออสเตรเลีย ซึ่งจะช่วยให้ออสเตรเลียสามารถบรรลุเป้าตามที่ได้แสดงเจตจำนงไว้ในความตกลงปารีส

          นอกจากถ่านหินที่จะยังคงบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของออสเตรเลียในอนาคตต่อไปแล้ว ออสเตรเลียยังตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เป็นร้อยละ 23 ในปี 2563 ด้วย

          ทั้งนี้รัฐออสเตรเลียใต้ หนึ่งในรัฐของออสเตรเลียที่สั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด มีบทเรียนจากการเลิกการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และพึ่งพาพลังงานลมในสัดส่วนที่มากเกินไป จนเกิดไฟฟ้าดับใหญ่ถึง 3 ครั้งติดๆ กัน ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2558 ครั้งที่ 2 ในเดือนกันยายน 2559 และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 บทเรียนในครั้งนี้ ส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางต้องตระหนักว่า การตั้งเป้าสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สูงเกินไป ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความเสียงด้านความความมั่นคงและปัญหาไฟฟ้าราคาแพง

สหรัฐอเมริกา จากโอบามาสู่ทรัมป์ “ถ่านหินคืนชีพ”

          ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตในปี 2558 มีสัดส่วนการผลิตจากถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนเท่า ๆ กัน คือร้อยละ 33 ขณะที่ พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนร้อยละ 13

20170321-ART01-05

          ในปี 2558 ที่ผ่านมา เป็นปีที่สหรัฐอเมริกามีโรงไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งาน กำลังผลิตรวมกว่า 18,000 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินกว่าร้อยละ 80 หรือ 14,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าที่เริ่มก่อสร้างในระหว่างปี 2493-2513 มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 54 ปี

          นอกจากความเก่าของโรงไฟฟ้า ที่ส่งผลให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวนมากต้องปิดลงแล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องความไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าให้มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีตามที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่กำหนด ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ ถูกลง ทำให้บริษัทไฟฟ้าตัดสินใจเลือกลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแทน เพื่อให้ได้ผลกำไรที่สูงกว่า

          แต่ผลที่เกิดตามมาจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน คือ ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ของ EIA ในเรื่องราคาก๊าซธรรมชาติที่จะกลับมาปรับเพิ่มสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาจึงจะยังปรับตัวสูงขึ้นอีก

          ผู้ใช้ไฟฟ้าที่แบกภาระค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังคาดหวังนโยบายกลับมาฟื้นฟูอุตสาหกรรมถ่านหินของโดนัลด์ ทรัมป์อยู่ โดย EIA คาดการณ์ว่า หากนโยบาย Clean Power Plan ของโอบามาถูกล้มเลิกไปโดยทรัมป์ ถ่านหินจะกลับมาครองสัดส่วนสูงสุดในการผลิตไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาอีกครั้งในปี 2562

20170321-ART01-06

ทรัมป์มีนโยบายกลับมาฟื้นฟูอุตสาหกรรมถ่านหิน

ญี่ปุ่น กระจายเชื้อเพลิงอย่างสมดุล

          หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ญี่ปุ่นต้องประสบเหตุการณ์พลิกผันด้านพลังงาน โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ถูกปิดตัวลงกว่า 40 โรง ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องปรับทิศทางพลังงานไฟฟ้าใหม่ ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น โดยปี 2558 มีสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าสูงที่สุดร้อยละ 44 รองลงมาคือถ่านหินร้อยละ 32 พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 14 ขณะที่พลังงานนิวเคลียร์มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1

20170321-ART01-07

          ปัจจุบันทิศทางพลังงานไฟฟ้าของญี่ปุ่นมีลักษณะการใช้เชื้อเพลิงแบบผสมผสาน ไม่พึ่งพิงเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากไปจนเกิดปัญหาเช่นในอดีต โดยในปลายแผนปี 2573 ญี่ปุ่นต้องการให้ประเทศก้าวสู่สัดส่วนพลังงานที่สมดุล คือลดสัดส่วนก๊าซ LNG ลงให้เหลือร้อยละ 27 และเพิ่มสัดส่วนจากการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนซึ่งรวมถึงพลังน้ำ ร้อยละ 22-24 พลังงานนิวเคลียร์ ร้อยละ 20-22 และถ่านหิน ร้อยละ 26

20170321-ART01-13

เกาหลีใต้ ไม่ไล่ตามแฟชั่น “พลังงานสีเขียว”

          เกาหลีใต้ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 โดยมีสัดส่วนของถ่านหินสูงที่สุดร้อยละ 39

20170321-ART01-08

สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของประเทศเกาหลีใต้ ปี 2558

          ในแผนพัฒนาไฟฟ้าฉบับที่ 7 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันของเกาหลี (the 7th Basic Plan for Long-Term Electricity Supply and Demand) ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ปี 2558-2572 รัฐบาลคาดว่าประเทศจะมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 ต่อปี โดยพลังงานนิวเคลียร์และถ่านหินจะยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้า

          จากการตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 37 ในปี 2573 รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงเพื่อแทนที่โรงไฟฟ้าถ่านหินเก่า ที่ยังมีประสิทธิภาพต่ำ พร้อมกับเพิ่มกำลังผลิตของพลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าจะใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนร้อยละ 11.7 ในปี 2572

          ทั้งนี้ตามพัฒนาไฟฟ้าฉบับที่ 7 ระหว่างปี 2558-2572 เกาหลีมีแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจำนวน 20 โรง กำลังผลิตรวม 18,144 เมกะวัตต์ นิวเคลียร์ 13 โรง กำลังผลิตรวม 18,200 เมกะวัตต์ LNG 14 โรง กำลังผลิต 10,143 เมกะวัตต์ และเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียน 30,925 เมกะวัตต์

ตุรกี วางแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 90 โรง

          ในปี 2558 ตุรกีใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงที่สุด คือร้อยละ 37.8 รองลงมาเป็นถ่านหินร้อยละ 28.4 พลังน้ำร้อยละ 25.8 พลังงานลมร้อยละ 4.4 ตุรกี เป็นอีกประเทศในยุโรปที่มีแผนการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปริมาณมาก

20170321-ART01-09

สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของประเทศตุรกี ปี 2558

          โดยรัฐบาลตุรกีแถลงเมื่อเดือน พ.ค. 2559 ว่าจะผ่อนคลายกฏระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจนถึงปี 2564 ซึ่งตามแผนจะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อสร้างเพิ่มขึ้นจำนวน 90 โรง กำลังผลิตรวม 18,500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2566

อนาคต OECD ความต้องการไฟฟ้าชะลอตัว พลังงานหมุนเวียนโดดเด่น

          เนื่องจากประเทศสมาชิก OECD หลาย ๆ ประเทศ มีนโยบายและมีการออกกฎหมายที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตไฟฟ้า โดยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมกับส่งเสริมและพัฒนาการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เป็นผลให้มีการคาดการณ์ว่า สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะปรับลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต

          ทั้งนี้ในช่วงปี 2559-2568 จะมีโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศ OECD ที่หมดอายุ ต้องปลดออกจากระบบ กำลังผลิตรวม 455,000 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังผลิตของถ่านหินสูงสุด 124,000 เมกะวัตต์

20170321-ART01-10

ตารางแสดงกำลังผลิตโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุในระหว่างปี 2559-2568 ของกลุ่มประเทศ OECD

          และจะมีการเพิ่มกำลังผลิตเข้าระบบใหม่แทนที่โรงฟ้าที่หมดอายุ พร้อมกับตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2559-2568 คิดเป็นกำลังผลิตรวม 823,000 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังผลิตของพลังงานหมุนเวียนสูงสุดถึง 521,000 เมกะวัตต์

20170321-ART01-11

ตารางแสดงกำลังผลิตโรงไฟฟ้าที่จะเพิ่มเข้าระบบในปี 2559-2568 ของกลุ่มประเทศ OECD

          โดยสรุปแล้ว กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง OECD ที่มีเศรษฐกิจพัฒนาใกล้จุดอิ่มตัว และมีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนที่สูงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาเป็นเวลานาน กำลังพยายามปรับการใช้เชื้อเพลิงให้สมดุลขึ้น เพื่อเป็นการตอบโจทย์เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจะปรับเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องมีเชื้อเพลิงฟอสซิลรองรับ และยังมีพลังงานนิวเคลียร์ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอีกส่วนหนึ่งด้วย