Pieter Cleppe หัวหน้าสถาบันวิจัย Open Europe ประจำกรุงบรัสเซลส์ ได้แสดงความเห็นไว้ใน Energy Post ว่า แม้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมีนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยุโรปก็ไม่ควรมองข้ามการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของพลังงานดั้งเดิม โดยเฉพาะถ่านหิน ซึ่งทั้งเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage – CCS) และซูเปอร์คริติคัล (Supercritical) ล้วนมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้สหภาพยุโรปบรรลุเป้าหมายการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศได้

20170418-ART01-01

ภาพการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน Lunen ประเทศเยอรมนี

          ด้านรัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศสที่แม้จะมีแผนปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ทั้ง 2 ประเทศ ยังมีโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์อยู่ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของไฟฟ้าที่ผลิตได้มาจากพลังงานหมุนเวียนและนิวเคลียร์รวมกัน อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเยอรมนีและโปแลนด์ ยังคงใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าเป็นสัดส่วนสูงสุด โดยเฉพาะในโปแลนด์ ที่มีสัดส่วนการใช้ถ่านหินถึงร้อยละ 80

          ดังนั้น ยุโรปควรเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี CCS เหมือนกับภูมิภาคอื่นๆ หากต้องการจะบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2593 ซึ่งตามการคาดการณ์ของสหภาพยุโรป ระบุว่า 2 ใน 3 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหิน จะเป็นการใช้เทคโนโลยี CCS

          นอกจากเทคโนโลยี CCS แล้ว การพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ใช้เทคโนโลยีซูเปอร์คริติคัล ก็เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับยุโรป โดยในเยอรมนี เทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้กับโรงไฟฟ้า Lunen อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมแล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินในยุโรป มีการพัฒนาล่าช้ากว่าประเทศญี่ปุ่นในด้านประสิทธิภาพ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินในยุโรปยังสามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้อีกมาก

20170418-ART01-02

ภาพแสดงขบวนการของเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)

          ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเกือบทุกประเทศ มีการแทรกแซงตลาดพลังงาน โดยใช้นโยบายอุดหนุนพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนได้

          แต่การมุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ต้องไม่ลืมคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงานด้วย ยกตัวอย่างเช่น เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอยู่สูง แต่ยังคงต้องพึ่งพาพลังงานดั้งเดิมเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เมื่อเดือนมกราคม 2560 เยอรมนียังมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยนิวเคลียร์ ก๊าซ และถ่านหินรวมกันถึงร้อยละ 90 เนื่องจากในวันที่ไม่มีแสงแดด และลม แหล่งพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าให้ได้

          แม้โรงไฟฟ้าถ่านหินของเยอรมนีจำนวนร้อยละ 30 มีแผนจะปิดในปี 2562 แต่จากการปลดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกจากระบบ สัดส่วนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าจะยังคงที่ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด

          โดยสรุปแล้ว แม้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนจะพัฒนาไปมาก แต่ก็ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ได้ ระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานลมและแสงอาทิตย์ยังต้องมีกำลังผลิตสำรองจากเชื้อเพลิงหลักคอยรองรับ ซึ่งมีผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การอ้างว่าพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานเดียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้ลองคิดถึงวัสดุอันตรายต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ด้านกังหันลมก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นที่ประจักษ์ได้ เพราะฉะนั้น ขณะที่พลังงานหมุนเวียนเดินหน้าพัฒนาอยู่ ยุโรปจึงควรพัฒนาเทคโนโลยีของพลังงานฟอสซิล ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย

แปลและเรียบเรียง สุภร เหลืองกำจร
ที่มา http://energypost.eu/will-clean-coal-allowed-develop-europe/