สภาอุตฯ ให้ความสนใจกรณีสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าไทยและโรงไฟฟ้าถ่านหิน เชิญ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บรรยายสร้างความรู้ความเข้าใจ ชี้ปัญหาสถานการณ์ไฟฟ้าไทยตอนนี้เกิดจากความรู้สึกของคนที่ตามไม่ทันกับข้อเท็จจริง แต่ กฟผ. ไม่ท้อแท้พร้อมเดินหน้าสร้างความเข้าใจ เพื่อสนองนโยบายพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย

20170426-ART01-01

          เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2560 นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้รับเชิญจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษเรื่อง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน..ความเหมาะสมและความคุ้มค่าของการลงทุน?” ให้กับที่ปรึกษาและกรรมการสายงานวิชาการ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและกลุ่มอุตสาหกรรม จำนวนกว่า 30 คน ณ ห้องบอร์ดรูม 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

          นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี กล่าวว่า นโยบายพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยมีนโยบายหลัก 3 ด้านคือ
          1. สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
          2. สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
          3. สร้างความยั่งยืนด้านสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
          โครงสร้างของกิจการไฟฟ้าไทยเป็นแบบ Enhanced Single Buyer โดยในระบบผลิต กฟผ. มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 36 ส่วนที่เหลือเป็น IPP SPP VSPP และการรับซื้อไฟจากต่างประเทศ จะเห็นว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นผู้ผูกขาดในการผลิตไฟฟ้าดั้งที่เป็นข่าว โดยมี กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย

20170426-ART01-02

          นายสหรัฐ กล่าวต่อไปว่า กฟผ. ดำเนินงานพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2579 ซึ่งกำหนดเป้าหมายสำคัญในการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงให้มีความสมดุล โดยในปี 2579 ลดสัดส่วนก๊าซธรรมชาติ ที่ในปัจจุบันมีสัดส่วนถึง ร้อยละ 65 ให้เหลือ ร้อยละ 37 ถ่านหิน เพิ่มสัดส่วนจากปัจจุบันที่มีอยู่ร้อยละ 19 เป็นร้อยละ 23 พลังงานหมุนเวียน เพิ่มสัดส่วนจากปัจจุบันที่มีอยู่เพียงร้อยละ 7 เป็น ร้อยละ 18 นอกจากนี้ยังเพิ่มสัดส่วนการรับซื้อพลังน้ำจากต่างประเทศเป็นร้อยละ 15 และนิวเคลียร์ ร้อยละ 5

          สำหรับเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสิ้น 4,611 เมกะวัตต์ โดยมีแหล่งที่มาจาก กฟผ. จำนวน 2,160 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า IPP จำนวน 2,006 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SPP จำนวน 422 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้า VSPP จำนวน 23 เมกะวัตต์ ซึ่งเหตุผลของการเลือกพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงราคาถูก โดยมีต้นทุนเพียง 2.65 บาท ต่อหน่วย ในขณะที่เชื้อเพลิงประเภทอื่น อาทิ พลังงานหมุนเวียนมีราคาต้นทุนเฉลี่ย 5.29 บาทต่อหน่วย LNG ราคา 3.60 บาทต่อหน่วย เป็นต้น ซึ่งถ้าหากจะสร้างโรงไฟฟ้ารวมกัน 800 เมกะวัตต์ โดยเลือกโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าชนิดอื่นทุก 1 บาทต่อหน่วย จะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี

          อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่ง กฟผ. ยอมรับและเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลว่าเมื่อปี 2535 โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินมาตรฐานจริง แต่ กฟผ. ได้ดำเนินการแก้ไข ส่งผลให้ตั้งแต่ประมาณปี 2540 เป็นต้นมา แม่เมาะไม่เคยเกิดปัญหาเรื่องมลพิษอีกเลย ซึ่งจากบทเรียนของแม่เมาะ ทำให้ กฟผ. ได้วางแนวทางป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา โดยใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดคือ Ultra - supercritical (USC) และระบบกำจัดมลสารต่างๆ ที่ทันสมัย ส่งผลให้อัตราการระบายมลสารทางอากาศของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่งดีกว่ามาตรฐานของประเทศไทย โดย ฝุ่นละออง มีค่ามาตรฐานควบคุมต้องไม่เกิน 80 มก./ลบ.ม. ซึ่งโครงการกำหนดไว้ไม่เกิน 30 มก./ลบ.ม. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีค่ามาตรฐานควบคุมต้องไม่เกิน 180 PPM ซึ่งโครงการกำหนดไว้ไม่เกิน 50 PPM ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน มีค่ามาตรฐานควบคุมต้องไม่เกิน 200 PPM ซึ่งโครงการกำหนดไว้ไม่เกิน 50 PPM จะเห็นได้ว่าดีกว่าค่ามาตรฐานกำหนดของประเทศไทยทั้งสิ้น

          “กฟผ. ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการดูแลผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าอื่นๆ ของ กฟผ. ทุกแห่ง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าในปัจจุบันโรงไฟฟ้าของ กฟผ. อย่างโรงไฟฟ้าแม่เมาะไม่มีปัญหาด้านมลภาวะอีกแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นความรู้สึกของคน ซึ่งส่วนใหญ่ตรงข้ามกับข้อเท็จจริง เช่น คิดว่าคนแม่เมาะตายเพราะควันพิษ แต่ความจริงสถิติคนตายของแม่เมาะมีอายุเฉลี่ยเท่ากับคนไทยทั่วไป หรือ ต้นข้าวที่แม่เมาะเกิดใบเป็นจุด คนทั่วไปคิดว่าเป็นเพราะฝนกรด แต่เกษตรจังหวัดตรวจสอบแล้วว่าเกิดจากเชื้อรา เป็นต้น ปัจจุบันการบริหารความจริงอย่างเดียวไม่พอ ต้องบริหารอารมณ์ ความรู้สึกของคนด้วย ซึ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ยากที่ กฟผ. ต้องเดินหน้าสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนต่อไป” นายสหรัฐ กล่าว