20170502-ART01-01
กดเพื่อดูภาพใหญ่

          โครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นโครงการอีกประเภทหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกินของราษฎร และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดแนวระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมของ กฟผ. จะพิจารณาลดผลกระทบต่อชุมชนและสังคมให้มากที่สุด โดยจะไม่พาดผ่านพื้นที่บ้านเรือนราษฎร สถานที่ราชการ ชุมชน วัด สิ่งเคารพนับถือต่างๆ เป็นต้น อีกทั้ง พิจารณาหลีกเลี่ยงพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายต่างๆ เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า พื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 ทั้งนี้ การออกแบบโครงการสายส่งไฟฟ้า คลองแงะ-สตูล นับเป็นอีกตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีและการออกแบบมาช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ป่าให้มากที่สุด

          โครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ของการไฟฟ่าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะเชื่อมโยงสถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะ จังหวัดสงขลา ไปยังสถานีฟ้าแรงสูงสตูล จังหวัดสตูล เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีมติอนุมัติให้ กฟผ. ดำเนินการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2557 ซึ่งมีแผนงานก่อสร้างที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573 ทั้งนี้เพื่อสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และรักษาระดับความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของ กฟผ. รวมทั้งลดปริมาณการเกิดไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับ ซึ่งเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยโครงการนี้จะมีระยะทางรวมประมาณ 57 กิโลเมตร

          โครงการก่อสร้างสายส่งขนาด 230 กิโลโวลต์นี้ มีความกว้างจากแนวศูนย์กลางของเสาสายส่งไฟฟ้า ด้านละ 25 เมตร ระยะห่างระหว่างเสาประมาณ 450-500 เมตร และมีส่วนของโครงการพาดผ่านพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม (ป่า C) 7.8 กิโลเมตร ซึ่ง กฟผ. จะต้องดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination : IEE) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 เรื่อง การทบทวนการกำหนดประเภทและขนาดโครงการของหน่วยงานของรัฐที่ต้องเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม (13 กันยายน 2537) เสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ สำหรับใช้เป็นเอกสารประกอบการขอใช้ประโยชน์พื้นที่ต่อกรมป่าไม้ โดยจะมีระยะห่างระหว่างเสาในช่วงนี้ประมาณ 300-500 เมตร ซึ่งช่วยให้ลดจากการที่ต้องตัดป่าไม้จากจำนวนที่คาดการณ์ 244 ไร่ เหลือประมาณ 123 ไร่ รวมทั้ง การวางแผนก่อสร้างโดยการใช้ถนนเดิมในการนำอุปกรณ์เข้าไปในพื้นที่ ทำให้ไม่ต้องตัดถนนเข้าไปในพื้นที่เพิ่มขึ้น

          นอกจากการสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าแล้ว กฟผ. ก็ยังให้ความสำคัญกับพื้นที่ต้นลำธารของชุมชน โดยโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์คลองแงะ-สตูลนี้ จะไม่มีการวางแนวระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่านพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 รวมถึงมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยหลีกเลี่ยงการก่อสร้างช่วงฤดูฝน โดยทำการก่อสร้างในฤดูแล้ง หรือช่วงฝนทิ้งช่วง และเมื่อก่อสร้างฐานรากเสาส่งไฟฟ้าแล้วเสร็จ จะทำการปลูกพืชคลุมดิน และมีการปลูกป่าทดแทนจากการตัดไม้ในช่วงของการก่อสร้างเป็น 3 เท่าของพื้นที่ที่ทำการขอใช้ รวมถึงบำรุงรักษาเป็นระยะเวลา 9 ปี ซึ่งจะทำการตัดต้นไม้เฉพาะพื้นที่ก่อสร้างฐานรากและส่วนที่จะเป็นอันตรายต่อแนวระบบโครงข่ายไฟฟ้าเท่าที่จำเป็น ในส่วนของการขนส่งอุปกรณ์ก่อสร้างก็จะใช้แต่เส้นทางลำลองหรือทางเท้าที่มีอยู่เดิม และขนส่งวัสดุอุปกรณ์ในแนวเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าเท่านั้น

          และโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์คลองแงะ-สตูล ได้มีกระบวนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจะให้ความเห็นชอบโครงข่ายไฟฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กฟผ. จึงจะมีหนังสือแจ้งประชาชนทุกรายที่แนวระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่าน ซึ่งจะมีการจัดการเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการจ่ายค่าทดแทนต่อไป

          อย่างไรก็ตาม การได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดี กฟผ. จึงได้จัดให้มีช่องทางการร้องเรียนปัญหาหรือประสบเหตุอันเนื่องมาจากการก่อสร้างโครงการ และกำหนดผู้ประสานงานก่อสร้างพร้อมเบอร์ติดต่อให้ชุมชนทราบ ซึ่งพร้อมจะรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินการต่อไป