เป็นความก้าวหน้าอีกก้าว สำหรับกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ภายหลังประเทศสมาชิกลงมติผ่านกฎหมายการควบคุมการปล่อยมลสารใหม่ของโรงไฟฟ้าที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งกฎใหม่นี้นอกจากจะสะท้อนความเข้มงวดและจริงจังของสหภาพยุโรปต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินของยุโรป คือการพัฒนาทางเทคโนโลยีสะอาด

    สหภาพยุโรปมมีมติใช้กฎควบคุมมลภาวะใหม่ มีผลบังคับปี 2564

    เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา หลังการพิจารณาและต่อรองเป็นเวลาหลายเดือน สหภาพยุโรปได้มีมติรับรองกฎใหม่สำหรับการปล่อยมลสารจากแหล่งกำเนิดที่มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยกฎใหม่นี้ผ่านการรับรองจากสมาชิกสหภาพยุโรป 2 ใน 3 จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 28 ประเทศ มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2564 เพื่อให้ผู้ผลิตไฟฟ้ามีเวลาเตรียมตัวในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าเก่า หรือเลิกใช้ รวมทั้งเลือกใช้เทคโนโลยีกำจัดมลภาวะที่ดีที่สุดในปัจจุบันสำหรับโรงไฟฟ้าใหม่

    กฏใหม่อ้างอิงจากเทคโนโลยีกำจัดมลสารที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

    กฎใหม่นี้ กำหนดค่ามลสารที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าขนาดต่างๆ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน ลิกไนต์ และชีวมวล เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ (กำลังผลิตมากกว่า 300 เมกะวัตต์) จะต้องควบคุมค่าไนโตรเจนออกไซด์ (NOX) ที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากค่าเดิมไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และควบคุมการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOX) ไม่เกิน 130 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากค่าเดิม 200 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รวมทั้ง กำหนดค่าควบคุมสารปรอทและโลหะหนักอื่นๆ ที่เข้มงวดขึ้น โดยเกณฑ์การออกกฎได้อ้างอิงประสิทธิภาพของเครื่องกำจัดมลสารที่ “เทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดใหญ่” (best available techniques reference document for Large Combustion Plants) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือเรียกกันว่ากฎ BREF

20170514 ART01 01

    ประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ ในการต่อรองเพื่อผ่านกฎนี้ เยอรมนี และฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำทางด้านพลังงานทดแทน และมีเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ก้าวหน้า รวมถึงประเทศในยุโรปตะวันออก กลับลงมติ ‘ไม่เห็นด้วย’ในการผ่านกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากว่า เมืองเบียร์และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกนั้น แม้จะมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก แต่ยังต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหินมากเช่นเดียวกัน

20170514 ART01 02

     การลงมติรับรอง 20 ประเทศต่อ 8 ประเทศส่งผลให้กฏใหม่ได้รับการรับรอง แต่ที่น่าสังเกตคือเยอรมนี ผู้นำอียูซึ่งเป็นประเทศที่ใช้พลังงานหมุนเวียนมาก แต่ก็มีโรงไฟฟ้าถ่านหินมากเช่นกัน ลงมติ “ไม่รับรอง”

    นอกจากนี้ กฏใหม่ของอียูยังยกเว้นสำหรับโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องไม่ถึง 1,500 ชั่วโมงต่อปี หรือเดินเครื่องประมาณร้อยละ 20 ต่อปี โรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องลักษณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรงที่มีหน้าที่เดินเครื่องเสริมในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไม่ได้ ซึ่งมีความจำเป็นในประเทศที่มีการใช้พลังงานหมุนเวียนมาก

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน 108 แห่งจาก 600 แห่ง ต้องปรับปรุงหรือยกเลิก

    สถาบันวิเคราะห์การเงิน และเศรษฐกิจพลังงาน (IEEFA) ประเมินว่า โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เกินกว่า 50 เมกะวัตต์ ที่มีอยู่ราว 600 โรงในประเทศอียู ในจำนวนนี้ 108 โรง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปตะวันออกเป็นเป้าหมายที่ต้องมีการปรับปรุงระบบกำจัดมลสารหรือยกเลิกการใช้ หลังกฎใหม่มีผลบังคับใช้ในปี 2564 โดยค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในปัจจุบันของไนโตรเจนออกไซด์จะมีค่าใช้จ่ายราว 2-4 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (8-16 สตางค์ต่อหน่วย) และระบบกำจัดซัลเฟอร์ออกไซด์ จะมีค่าใช้จ่ายราว 6-7 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (ราว 24-28 สตางค์ต่อหน่วย)

    แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง จะพบว่า โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในสหภาพยุโรปที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย สามารถผ่านกฎมาตรฐานใหม่ดังกล่าวได้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องช่วยให้การควบคุมมลสารดีขึ้นอย่างมาก และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ ก็ไม่ถูกปิดกั้นด้วยกฎใหม่ของอียู หากแต่ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด

    ทิศทางโรงไฟฟ้าถ่านหินอียู ขึ้นกับเทคโนโลยีและต้นทุน

    สำหรับ ช่วงเวลาที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายนี้คือ ปี 2564 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า จึงยังมีเวลาสำหรับการตัดสินใจในช่วงการเปลี่ยนผ่าน โดยการตัดสินใจของโรงไฟฟ้าในแต่ละประเทศของสหภาพยุโรปซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน จะต้องคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจ ประเด็นสิ่งแวดล้อม นโยบายพลังงานของประเทศ และที่สำคัญ คือภาระค่าไฟฟ้าโดยรวมที่ประชาชนสามารถรับได้

    เรียบเรียงโดย : ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

    ที่มา

    1. http://ieefa.org/ieefa-report-european-coal-sector-woes-deepen-new-air-quality-mandate-requiring-one-third-existing-capacity-retrofit-close/

    2. http://ieefa.org/wp-content/uploads/2017/05/Europe-Coal-Fired-Plants_Rough-Times-Ahead_May-2017.pdf