20170517 ART01 01

          มีบทความมากมายที่กล่าวถึงการแทรกแซงตลาดไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ในประเด็นการมุ่งหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างสุดโต่ง ซึ่งผลที่ออกมาไม่สวยงามนัก ไม่ว่าจะในมุมมองของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ครัวเรือน หรืออีกนัยหนึ่งคือ ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน

เยอรมนีค่าไฟฟ้าแพง เพราะต้องสำรองไฟฟ้ามาก

         มาเริ่มกันที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอในฐานะผู้สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน เยอรมนีเริ่มนโยบาย Energiewende ในปี 2553 โดยมีเป้าเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก ผ่านนโยบายการจ่ายเงินอุดหนุน นอกจากนั้นเยอรมนียังตัดสินใจจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ มีการเดินหน้าผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและแสงอาทิตย์อย่างมหาศาล แต่ทำให้ค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น

         เยอรมนีตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับประเทศยุโรปอื่น ไม่ว่าจะเป็นเดนมาร์กและสเปน ที่มุ่งพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์และลม แล้วต้องเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่สูงที่สุดในโลก ประมาณ 30 เซนต์ต่อหน่วย (11 บาทต่อหน่วย) การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนสูง ต้องการเงินลงทุนจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงสร้างของระบบส่งให้รองรับ และยังต้องลงทุนกับโรงไฟฟ้าสำรองในกรณีที่พระอาทิตย์ไม่ส่องแสงและลมไม่พัด สุดท้าย เมื่อพลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าไม่ได้ บริษัทไฟฟ้า และผู้ใช้ไฟต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้นให้กับตลาดกลางที่นำเข้าไฟฟ้าหรือเชื้อเพลิงมา

20170517 ART01 02

ฟาร์มกังหันลมที่ตั้งอยู่ติดกับฟาร์มแสงอาทิตย์ เมือง Brandenburg ประเทศเยอรมนี

https://www.bloomberg.com/news/articles/2014-08-14/germany-reaches-new-levels-of-greendom-gets-31-percent-of-its-electricity-from-renewables

         สิ่งที่ขัดกันในการดำเนินนโยบายพลังงานหมุนเวียนของเยอรมนี คือการต้องมีไฟฟ้าสำรอง ที่มาในรูปของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น ขณะที่การผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติไม่เอื้ออำนวย เพราะค่าเชื้อเพลิงก๊าซในยุโรปมีราคาสูงกว่าถ่านหิน เป็นผลให้เยอรมนีเพิ่งออกรายงานเรื่องเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่อาจทำไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ในปี 2563 ซึ่งสุดท้าย จะทำให้ความพยายามในการขับเคลื่อนนโยบาย Energiewende เผขิญความล้มเหลว

รัฐออสเตรเลียใต้ เผชิญกับไฟฟ้าดับหลายครั้ง

         ประเทศที่กำลังเดินตามรอยนโยบายสุ่มเสี่ยงของเยอรมนี คือ ออสเตรเลีย ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ออสเตรเลียเป็นประเทศที่โชคดี มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่น้อย แต่ผู้บริหารบางรัฐ กลับเลือกใช้นโยบายที่อาจทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ราคาค่าไฟเพิ่มขึ้นและทำลายเศรษฐกิจ

ฟาร์มกังหันลม Wattle Point ออสเตรเลียใต้

https://www.aussierenewables.com.au/csiro-finds-community-support-for-wind/

         ลองมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับออสเตรเลียใต้ รัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจเลิกใช้พลังงานดั้งเดิมเกือบทั้งหมด และหันไปพึ่งพลังงานลม แสงอาทิตย์ และสายส่งเชื่อมโยงระหว่างรัฐแทน สิ่งที่เกิดขึ้นกับออสเตรเลียใต้คือในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ออสเตรเลียใต้เผชิญกับไฟฟ้าดับหลายครั้ง จากความไม่แน่นอนของพลังงานลมและความไม่เสถียรของระบบส่ง ความต้องการไฟฟ้าจากสายส่งเชื่อมโยงจากรัฐอื่นเพิ่มสูงจนเกินกว่าที่จะจัดส่งมาได้ และบางครั้งทำให้เกิดไฟฟ้าดับทั้งรัฐ ความไม่มั่นคงและไม่แน่นอนของโครงสร้างระบบไฟฟ้าเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้สำหรับเจ้าของธุรกิจ ผู้ผลิตต่างๆ และไม่น่ายอมรับได้สำหรับทุกคนที่อยู่ในประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานมหาศาลเช่นออสเตรเลีย

20170517 ART01 04

ภาพเหตุการณ์ไฟดับในเมืองหลวงของออสเตรเลียใต้ เมื่อสัญญาณจราจรไม่ทำงาน

http://www.adelaidenow.com.au/news/opinion/south-australia-cannot-afford-another-statewide-power-outage/news-story/8d12fbeb9030cf04c64a238ccc708443

รัฐควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย ผู้ประกอบการเตรียมย้านฐานหนีค่าไฟฟ้าแพง

         สิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ยิ่งตอกย้ำปัญหาดังกล่าว โดยรัฐควีนส์แลนด์กำลังมีความกลัวว่า ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่างอุตสาหกรรมโลหะ เหมือง และผู้ประกอบการ จะต้องปิดกิจการเหตุเพราะค่าไฟฟ้าสูงเกินไป ซึ่งค่าไฟที่สูงนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่เป็นเพราะการไม่สัมพันธ์กันระหว่างการปิดโรงไฟฟ้าฐานที่ใช้เชื้อเพลิงดั้งเดิม กับปริมาณการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าที่ไหนที่มีโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนสุดโต่ง ก็จะเผชิญค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตามมา ขณะที่ออสเตรเลียมีอัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (เหมือนกับนิวอิงแลนด์) จึงมีความกังวลว่าจะมีการตกงานเพิ่มขึ้น เมื่อโรงงานผลิตโลหะ หรือเหมืองต้องปิดลง และผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ เหตุเพราะค่าไฟฟ้าที่แพงและไม่แน่นอน

6 รัฐ นิวอิงแลนด์ ติด 10 อันดับค่าไฟฟ้าแพงที่สุดในสหรัฐอเมริกา

         ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เขตนิวอิงแลนด์ 1 ใน 10 ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าอิสระของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกอบด้วย 6 รัฐ ได้แก่ รัฐคอนเนตทิคัต รัฐนิวแฮมป์เชียร์ รัฐเมน รัฐแมสซาชูเซตส์ รัฐโรดไอแลนด์ และรัฐเวอร์มอนต์ โดยมีบอสตันเป็นเมืองหลัก กำลังก้าวเดินไปบนเส้นทางเดียวกันนี้ ที่รัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละรัฐมุ่งสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นการแทรกแซงตลาดราคาไฟฟ้า ผลักไล่พลังงานฐานราคาถูกออกไปจากตลาด และให้ประชาชนพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าที่ไม่ใช้เชื้อเพลิง ลมและแสงอาทิตย์ขึ้นอยู่กับความปรานีจากธรรมชาติ ขณะที่การจัดหาก๊าซถูกจำกัดเหตุเพราะการปฏิเสธจะขยายท่อก๊าซ ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์กำลังปิดลง นิวอิงแลนด์กำลังตกที่นั่งเดียวกับเยอรมนีและออสเตรเลีย สภาพในปัจจุบันของ 2 ประเทศนี้อาจเป็นอนาคตของของนิวอิงแลนด์

20170517 ART01 05

เปรียบเทียบค่าไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกา โดยเขตนิวอิงแลนด์ ซึ่งประกอบด้วย 6 รัฐ คือ

คอนเนตทิคัต นิวแฮมป์เชียร์ เมน แมสซาชูเซตส์ โรดไอแลนด์ และเวอร์มอนต์ ติดอันดับค่าไฟฟ้าสูงที่สุดในประเทศ

http://www.energytomorrow.org/blog/2016/06/01/strong-public-energy-for-new-england-inf

ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าอิสระนิวอิงแลนด์ (ISO-NE)

 

         เยอรมนีและออสเตรเลียแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พลังงานหมุนเวียนจริงๆ แล้วราคาแพง เป็นภัยต่อเสถียรภาพของระบบส่ง และสร้างความเสี่ยงให้ภาคธุรกิจ ต้นทุนที่สูงและพลังงานที่ไม่แน่นอนต้องแลกมาด้วยการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการไปประเทศอื่นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

         หมายเหตุจากผู้แปล : พลังงานทุกชนิดมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดในตัวเอง ซึ่งข้อดีของพลังงานหมุนเวียนนอกจากจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เริ่มมีราคาถูกลงมามาก แต่มีข้อจำกัดเรื่องความไม่เสถียร และผลิตได้เป็นบางเวลา การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน จึงควรศึกษาบทเรียนของประเทศต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับทรัพยากร การใช้พลังงาน และสภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

         บทความเรื่อง "ด้านลบของพลังงานหมุนเวียน...เยอรมนี เจอค่าไฟฟ้าแพง และยังใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้น" ชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในยุคแรกๆ ของหลายประเทศ ที่มีการอุดหนุนราคาด้วยงบประมาณจำนวนมหาศาล จึงทำให้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีผลราคาค่าไฟฟ้าแพง เนื่องจากการอุดหนุนราคา และุยังต้องมีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานสำรองที่เชื่อถือได้ซ้ำซ้อนอีก รวมทั้ง ปัญหาความไม่มั่นคงในระบบไฟฟ้าจากความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียน

         ผู้เขียน จึงได้นำบทเรียนของประเทศเยอรมนี และบางรัฐของออสเตรเลีย มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ค่าไฟฟ้าในเขตนิวอิงค์แลนด์ ที่ประกอบด้วย 6 รัฐ ซึ่งค่าไฟฟ้าของทั้ง 6 รัฐ ติดอันดับ 1 ใน 10 ค่าไฟฟ้าครัวเรือนแพงที่สุดในสหรัฐอเมริกา จากนโยบายการใช้พลังงานหมุนเวียนในเขตดังกล่าว

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ข้อมูลจาก The downside of renewables

https://commonwealthmagazine.org/environment/the-downside-of-renewables/