แม้จะคาดการณ์ไว้แล้วว่า สหรัฐจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีส แต่การแถลงของผู้นำสหรัฐ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน 2560 ที่กรุงวอชิงตัน ก็สร้างความตื่นตะลึง ที่ทำให้นักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกต่างหันปลายกระบอกปืนมาเล็งในทิศทางเดียวกัน คือ โดนัลด์ ทรัมป์ การตัดสินใจของผู้นำสหรัฐ ย่อมมีผลต่อ “อารมณ์และความรู้สึก” ของชาวโลก ในประเด็นปัญหาโลกร้อนไม่มากก็น้อย

20170602 ART01 01

         ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้ออกตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐว่า เจ้าตัวมีนโยบายชัดเจนว่า ‘American First’ พร้อมทั้งมีท่าทีที่ไม่เห็นด้วยนักกับเรื่องภาวะโลกร้อน

         ท่าทีดังกล่าวของทรัมป์ชัดเจนมากขึ้น เมื่อผู้นำสหรัฐได้แถลงอย่างชัดเจน เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า สหรัฐจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ซึ่งเป็นข้อตกลงป้องกันภาวะโลกร้อในเวทีระดับโลก ซึ่งมีรายละเอียดว่า ทุกประเทศจะร่วมกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อสิ้นสุดกับศตวรรษนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

         ทรัมป์กล่าวว่า ต้องการที่จะพูดคุย และต่อรองเรื่องข้อตกลงในประเด็นนี้ใหม่ และจะดูว่าจะได้รับข้อตลงที่ดีกว่านี้หรือไม่ ซึ่งหากเป็นไปได้จะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม ถ้าหากว่าเป็นไปไม่ได้ ยังเป็นเรื่องที่รับได้

         “เพื่อที่จะทำหน้าที่ปกป้องอเมริกา และประชาชนอเมริกัน สหรัฐอเมริกาจะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส แต่จะเข้าร่วมการเจรจาต่อรองเพื่อเข้าร่วมข้อตกลง (เรื่องโลกร้อน) อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงปารีส หรือไม่ข้อตกลงใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรมต่อสหรัฐอเมริกา” ทรัมป์กล่าวจากทำเนียบขาว

         ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐระบุว่าด้วย ตนเองได้ได้รับเลือกมาจากประชาชนของพิตต์สเบิร์ก ไม่ใช่จากของปารีส และข้อตกลงดังกล่าวเป็นความพ่ายแพ้ของแรงงานชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศอื่นๆ อย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

         ทั้งนี้ ข้อตกลงปารีสเป็นข้อตกลงเพื่อป้องกันการเปลี่ยนทางสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดขึ้นจากการรับรองโดย 147 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสภพาอากาศที่ร้ายแรงต่อโลก

         อย่างไรก็ตาม ก็ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้เป็นการบังคับใช้ในทางกฎหมาย และเป็นการเข้าร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือยกระจกของแต่ละประเทศตามศักยภาพที่มี รวมทั้งข้อตกลงนี้ยังต้องพึ่งพาบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งรวมถึงสหรัฐ ในการให้เงินทุนในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งตามแผนคือ ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องระดมทุนถึงปีละ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 3,400,000 ล้านบาท)

         จากการประกาศดังกล่าวของทรัมป์ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความสามารถในการบรรลุเป้าของข้อตกลงปารีสมากขึ้นไปอีก เนื่องจากสหรัฐปล่อยก๊าซเรือกระจก เกือบ 1 ใน 6 ของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลก และทำให้ผู้นำโลกหลายต่อหลายคนวิจารณ์การตัดสินใจของทรัมป์ในครั้งนี้

         แปล และเรียบเรียง : ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

         ที่มา : http://edition.cnn.com/2017/06/01/politics/trump-paris-climate-decision/index.html